วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม 2010
อ่าน: 2 โครินธ์ 4:16-18
ถึงแม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน – 2 โครินธ์ 4:16
อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: สดุดี 119:89-176, 1 โครินธ์ 8
เรารู้สึกตัวว่าเราอายุมากขึ้นก็ต่อเมื่อเราเริ่มพูดว่า “เชื่อไหมว่านักเบสบอลมืออาชีพพวกนี้ยังอายุน้อยๆทั้งนั้น” และยิ่งชัดเจนมากขึ้นเมื่อเราเลิกถามว่า “สบายดีไหม” และเปลี่ยนเป็น “นี่คุณดูดีมากเลย” ราวกับว่าเราประหลาดใจกับสิ่งที่เห็น
ความชราเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่น่าเสียดายที่สังคมสอนให้เรากลัวการมีอายุมากขึ้นและต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกปิดความจริงนั้นไว้ แท้ที่จริง การมีอายุมากขึ้นอาจเป็นเรื่องที่ดีก็ได้ ความสามารถในการเติบโตของสาวกของพระเยซูเพิ่มพูนขึ้นตามอายุ ดังที่เปาโลกล่าวไว้ว่า “เหตุฉะนั้นเราจึงไม่ย่อท้อ ถึงแม้ว่ากายภายนอกของเรากำลังทรุดโทรมไป แต่จิตใจภายในนั้นก็ยังคงจำเริญขึ้นใหม่ทุกวัน” (2 คร.4:16)
สัญญาณทางกายบางอย่างบ่งบอกว่าเราอายุมากขึ้น แต่ก็มีสัญญาณที่บ่งบอกให้รู้ว่าเรากำลังดีขึ้นด้วย แทนที่เราจะกลายเป็นคนช่างหงุดหงิด ช่างรำคาญ ไม่น่ารัก สาวกที่เป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณจะต้องพัฒนาตนเองในเรื่องการให้อภัย รู้จักรักและห่วงใยผู้อื่น เราเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดเส้นทางสู่การเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้น จนกระทั่ง หัวใจและทัศนติของเราสอดคล้องและสะท้อนพระลักษณะที่น่าประทับใจและวิถีอันน่าเลื่อมใสของพระผู้ช่วยให้รอดของเรา
ฉะนั้น เมื่อเราอายุมากขึ้น ให้เรารู้สึกยินดีที่เราจะเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้นในฝ่ายวิญญาณ เพื่อนของเราจะสังเกตเห็นว่ายิ่งเรามีอายุมากขึ้น เราก็ยิ่งดูดีขึ้น – JS
วัยหนุ่มสาวสักวันก้าวสู่วัยชรา กาลเวลาผ่านไปดังสายน้ำไหล
แต่หากเราหว่านความรักความจริงไว้ เมื่อถึงวัยเก็บเกี่ยวผลอันชื่นทรวง – D. De Haan
Read more…
วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม 2010
อ่าน: สดุดี 71
แม้จะถึงวัยชราและผมหงอกก็ตามข้าแต่พระเจ้า ขออย่าทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย จนกว่าข้าพระองค์จะประกาศถึงอานุภาพของพระองค์แก่ชาติพันธุ์ถัดไป – สดุดี 71:18
อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: สดุดี 13-15, กิจการ 19:21-41
เร็วๆนี้ที่ผมเดินทางโดยเครื่องบิน ผมเตรียมตัวจะทำงานสักหน่อย จึงเอาข้าวของออกมาวางไว้ที่โต๊ะหน้าที่นั่ง มีทั้งคอมพิวเตอร์พกพา หน่วยความจำสำรอง ไอพ็อต และอุปกรณ์อื่นๆ ที่บ่งบอกถึงการเป็น “อารยชนล้ำยุค” ของศตวรรษที่ 21 ขณะที่ผมทำงานอยู่ ชายหนุ่มที่นั่งข้างผมให้ความเห็นว่า คนหนุ่มอย่างเขาได้รับแรงบันดาลใจอย่างมาก ที่ได้เห็นคนอายุขนาดผมใช้อุปกรณ์นำสมัยอย่างทะมัดทะแมง ชายหนุ่มคนนั้นตั้งใจที่จะชม แต่ผมกลับรู้สึกทันทีเหมือนผมอายุสัก 120 ปี ผมสงสัยว่าเขาหมายความว่าอย่างไรที่ว่า “คนอายุขนาดผม” ผมเพิ่งอายุ “แค่” 57 เท่านั้น
ผมนึกถึงสดุดี 71 ซึ่งเป็นบทเพลงสำหรับคน “อายุขนาดผม” และอายุมากกว่าผม ทำให้เราระลึกถึงคุณค่าของชีวิตที่ดำเนินในครรลองและบทเรียนที่ได้เรียนรู้ ซึ่งไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อเราเท่านั้น แต่ยังให้เราส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป ผู้เขียนสดุดีบอกว่า “แม้จะถึงวัยชราและผมหงอกก็ตาม ข้าแต่พระเจ้า ขออย่าทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย จนกว่าข้าพระองค์จะประกาศถึงอานุภาพของพระองค์แก่ชาติพันธุ์ถัดไปและฤทธิ์เดชของพระองค์แก่ผู้ที่จะเกิดมา”(ข้อ18)
ถ้าอย่างนั้น การเป็น “คนอายุขนาดผม” ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่เป็นสิทธิพิเศษของ “ทหารผ่านศึก” ผู้ติดตามพระคริสต์ ที่จะได้ประกาศถึงอานุภาพและฤทธิ์เดชของพระเจ้าให้แก่คนรุ่นหลัง นี่ล่ะคือสิ่งที่เราจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้แก่พวกเขาได้อย่างแท้จริง – BC
บรรพชนผู้ที่ไว้วางใจ พระคำของพระเจ้าได้ผ่านมรรคา
ที่เราต้องดำเนินและฟันฝ่า การต่อสู้ข้างหน้าเราโรมรัน
ดังนั้นเราพึงสดับฟังวาจา ถ้อยคำท่านสนทนามีค่าล้ำ
จงเรียนรู้ปัญญาสัจธรรม แบบอย่างนำมาใช้ในชีวี – Branon
Read more…
February 28th, 2010
admin
วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์
อ่าน: มาระโก 7:1-13
ถึงแม้ผู้ใดไม่เลี้ยงดูวงศ์ญาติของตน…ผู้นั้นก็ชั่วยิ่งกว่าคนที่ไม่ได้เชื่อเสียอีก – 1 ทิโมธี 5:8
อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: กันดารวิถี 20-22, มาระโก 7:1-13
ในหนังสือของแมรี่ ไพเฟอร์ เรื่องประเทศอื่น (Another Country) ผู้เขียนพบกับผู้คนในวัยเจ็ดสิบ แปดสิบและเก้าสิบ ซึ่งกำลังเผชิญสถานการณ์ในชีวิตที่แตกต่างกัน
“ฉันอยาก…เข้าใจวัยชรา” ไพเฟอร์เขียนไว้ “สังคมเราไม่ได้มีการวางแผนรองรับให้คนในวัยชราได้อยู่อย่างสบาย” เธอสังเกตเห็นว่าต้นตอปัญหาคือการที่คนหนุ่มสาวและคนสูงอายุแยกตัวออกจากกัน ทำให้เกิดความสูญเสียกับคนทั้งสองกลุ่ม
คนในสังคมอาจไม่ได้เจตนาให้เกิดสภาพนี้ขึ้น แต่ก็มีผู้คนมากมายละเลยและหลีกเลี่ยงภาระหน้าที่ต่อผู้สูงอายุ ในสมัยของพระเยซู พวกฟาริสีใช้วิธีการหลบเลี่ยงภาระหน้าที่ต่อครอบครัวของตน ในมาระโก 7:9-13 พระองค์ประณามสิ่งที่พวกเขายึดถือปฏิบัติ คือการถวายวัตถุที่เขาครอบครองแด่พระเจ้า (โดยการกำหนดให้สิ่งนั้นเป็นโกระบาน) แทนที่จะใช้สิ่งที่มีคุณค่านั้นให้เกิดประโยชน์แก่บิดามารดาของตน ธรรมเนียมปฏิบัติของพวกเขาขัดแย้งกับธรรมบัญญัติของพระเจ้าที่ว่าจงให้เกียรติบิดามารดา
เราอาจสาละวนกับการงาน และกิจกรรมของคริสตจักร แต่นั่นไม่ใช่ข้อแก้ตัวที่เราจะไม่ต้องให้เกียรติบิดามารดาผู้สูงวัยของเรา ด้วยการจัดหาสิ่งที่จำเป็นสำหรับท่านให้มากเท่าที่เราทำได้ (1 ทธ.5:8) เมื่อถึงเวลาที่เราเข้าสู่วัยชรา หวังว่าเราได้สร้างแบบอย่างที่ถูกต้องไว้แล้ว และลูกหลานของเราจะดำเนินตาม – HDF
จงเลี้ยงดูจัดเตรียมให้พ่อแม่ ด้วยรักแท้จากใจที่กว้างขวาง
เท่ากับเราดำเนินในหนทาง ที่พระเจ้าทรงวางให้เราเดิน – Sper
Read more…