วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม
อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: สดุดี 7-9, กิจการ 18
อ่าน: วิวรณ์ 1:10-2:5
จงกลับใจเสียใหม่และประพฤติตามอย่างเดิม มิฉะนั้นเราจะมาหาเจ้า และจะยกคันประทีปของเจ้าออกจากที่ – วิวรณ์ 2:5
ผมชอบชื่อคริสตจักรอย่างเช่น “คริสตจักรลูเธอร์แลนแห่งกษัตริย์ผู้ทรงพระสิริ” หรือ “คริส ตจักรแบ็พติสต์มิชชันนารีอัลฟาและโอเมกา” หากยังมีคริสตจักรในเมืองเอเฟซัสอยู่ เราอาจจะตั้งชื่อเก๋ๆให้พวกเขาอย่างเช่น “คริสตจักรที่หนึ่งคันประทีป” (First Church of the Lampstand)
เรามักจะมองข้ามความสำคัญของนิมิตอันรุ่งโรจน์ของยอห์นในวิวรณ์ 1 ซึ่งพระเยซูทรงประทับท่ามกลางคันประทีปทองคำทั้งเจ็ด ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเชิงเทียนหลายกิ่งสำหรับประดับเท่านั้น แต่เป็นแหล่งกำเนิดของแสงสว่างมากมายด้วย อีกทั้งมีความสำคัญเพราะเล็งถึง คริสตจักรทั้งเจ็ดที่ถูกเรียกให้นำแสงสว่างของพระเยซูไปสู่โลกอันมืดมิด
เราอยู่ในโลกอันมืดมิดที่ต้องการพลังแสงเทียนจากพระคริสต์ที่ส่องสว่างผ่านทางเรา จงระวังให้ดี อย่าทำผิดพลาดอย่างชาวเอเฟซัสที่ “ละทิ้งความรักดั้งเดิม (ของเขา)” (วว.2:4) แม้จะได้รับคำชมเชยเพราะการดีหลายอย่าง แต่เขาล้มเหลวเพราะไม่ได้ให้พระเยซูมาเป็นอันดับหนึ่ง
เรามักจะให้สิ่งอื่นมาเบียดพระเยซูออกไปง่ายๆ แต่ไม่ช้าก็เร็ว เราก็พบว่าเรากำลังทำ “งานของคริสตจักร” ด้วยจุดประสงค์ที่ผิด เราจะไม่สามารถมีอิทธิพลต่อโลกได้ พระเยซูทรงเตือนว่า “จงกลับใจเสียใหม่และประพฤติตามอย่างเดิม มิฉะนั้นเราจะ…ยกคันประทีปของเจ้าออกจากที่” (ข้อ 5) ซึ่งเราไม่อยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ดังนั้นจงให้พระเยซูมาเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อแสงของพระองค์จะฉายสุกใสอย่างต่อเนื่องในโลกแห่งความมืดนี้ – JS
ขอพระเจ้าเป็นเอกสำหรับข้า
ทั้งวาจาพฤติกรรมก็สอดคล้อง
ท่ามกลางโลกดำเนินอยู่นอกครรลอง
แสงสว่างเราส่องสำแดงพระองค์ – Sper
วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม
อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: สดุดี 1-3, กิจการ 17:1-15
อ่าน: 2 โครินธ์ 5:12-21
อันที่จริงข้าพเจ้าได้ตั้งเป้าไว้อย่างนี้ว่า จะประกาศข่าวประเสริฐในที่ซึ่งไม่เคยมีใครออกพระนามพระคริสต์มาก่อน เพื่อข้าพเจ้าจะได้ไม่ก่อขึ้นบนรากฐานที่คนอื่นได้วางไว้ก่อนแล้ว – โรม 15:20
ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 19 ประธานาธิบดีโทมัส เจฟเฟอร์สัน แห่งสหรัฐอเมริกาสามารถซื้อดินแดนหลุยเซียนาได้สำเร็จ และขยายเขตแดนของสาธารณรัฐลูกนกที่เริ่มมีปีกนี้ “จากทะเลสู่ทะเลที่โชติช่วง”
แต่ปัญหาก็คือ ไม่มีใครรู้ว่ามีอะไรอยู่ในดินแดนอันกว้างใหญ่ที่แผ่ขยายออกไป นักบุกเบิกที่ประสงค์จะเดินทางไปยังแปซิฟิกจึงต้องการแผนที่ที่มีรายละเอียดชัดเจน นักสำรวจลูอิสและคล้าก จึงกลายเป็นผู้บุกเบิกแห่งนักบุกเบิก ซึ่งได้เตรียมหนทางสำหรับการอพยพไปยังดินแดนใหม่ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา พวกเขาได้ทำหนทางใหม่เพื่อให้ผู้อื่นได้ติดตาม
ความตั้งใจในการทำพันธกิจของเปาโลนั้นก่อร่างขึ้นในลักษณะเดียวกัน ท่านกล่าวไว้ในโรม 15:20 ว่า “อันที่จริงข้าพเจ้าได้ตั้งเป้าไว้อย่างนี้ว่า จะประกาศข่าวประเสริฐในที่ซึ่งไม่เคยมีใครออกพระนามพระคริสต์มาก่อน เพื่อข้าพเจ้าจะได้ไม่ก่อขึ้นบนรากฐานที่คนอื่นได้วางไว้ก่อนแล้ว” ท่านต้องการให้การลงแรงในงานรับใช้ได้สร้างหนทางใหม่เพื่อให้ผู้อื่นติดตาม ทิโมธี ทิตัส มาระโก และสิลาส คือตัวอย่างเพียงเล็กน้อยของคนที่ได้เดินตามรอยทางที่เปาโลได้ทำไว้
ปัจจุบันสาวกของพระเยซูผู้นำข่าวสารของพระผู้ช่วยให้รอดไปยังดินแดนต่างๆทั่วโลกก็ตั้งใจเช่นนี้ จงทูลขอพระพรจากพระวจนะของพระเจ้า ให้เราซึ่งเป็น “ทูต” ของพระองค์ ได้สร้างหนทางใหม่ให้แก่ชนในยุคของเรา (2 คร.5:20) – BC
สิ่งที่ทำทุกวันในชีวิตเรา
คือนำเอาพระวจนะประกาศไป
เข้าใจคนอธิษฐานเผื่อเอาใจใส่
รู้จักใช้ชีวิตอย่างพระเยซู – Brewster
วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม
อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: โยบ 28-29, กิจการ 13:1-25
อ่าน: กาลาเทีย 5:1-6, 16-21
อย่าเอาเสรีภาพของท่านเป็นช่องทางที่จะปล่อยตัวไปตามเนื้อหนัง แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด – กาลาเทีย 5:13
เสรีภาพเป็นอันตรายเมื่อตกอยู่ในมือของคนที่ไม่รู้วิธีใช้ ด้วยเหตุนี้อาชญากรจึงต้องถูกขังไว้ในคุกที่ล้อมด้วยรั้วลวดหนาม ลูกกรงเหล็กและกำแพงคอนกรีต หรืออาจเปรียบได้กับกองไฟที่จุดทิ้งไว้ในค่ายพักแรม จนลามไปในป่าแห้ง แล้วกลายเป็นไฟประลัยกัลป์ที่ลุกโพลงอย่างรวดเร็ว เสรีภาพที่ไร้ขอบเขตก่อให้เกิดความหายนะได้
เรื่องนี้เห็นได้ชัดในชีวิตคริสเตียน ผู้เชื่อเป็นอิสระจากคำแช่งสาป บทลงโทษและความรู้สึกผิดที่เกิดจากบทบัญญัติ ความกลัว ความวิตกกังวลและความรู้สึกผิดถูกแทนที่ด้วยสันติสุข การให้อภัย และเสรีภาพ คนที่เป็นอิสระในส่วนลึกของจิตวิญญาณมีความรู้สึกของเสรีภาพแท้ แต่ในเสรีภาพนี้ที่เรามักจะทำผิดพลาด เราเพลิดเพลินในเสรีภาพ และอยู่อย่างเห็นแก่ตัว หรือไม่เราก็อ้างความเป็นเจ้าของต่อสิ่งที่พระเจ้าทรงเพียงแต่ให้เราดูแลเท่านั้น เราปล่อยตัวให้ใช้ชีวิตที่ตามใจตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสังคมที่มั่งคั่ง
การใช้เสรีภาพอย่างเหมาะสมก็คือ “ความเชื่อซึ่งแสดงออกเป็นกิจที่ทำด้วยความรัก” ในการรับใช้กันและกัน (กท.5:6,13) เมื่อเราพึ่งพาพระวิญญาณและทุ่มเทกำลังเพื่อรักพระเจ้าและช่วยเหลือคนอื่นแล้ว พระเจ้าจะทรงผูกมัดการงานของเนื้อหนังที่คอยบ่อนทำลายนั้น (ข้อ 16-21) ดังนั้น จงใช้เสรีภาพของเราเพื่อก่อกันขึ้นอยู่เสมอ ไม่ใช่เพื่อทำให้พังทลายลง
เสรีภาพที่ปราศจากขอบเขตเป็นอันตราย ดั่งเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ แต่เมื่อได้รับการควบคุม ก็เป็นพระพรสำหรับทุกคน – DJD
พระคริสต์มาเพื่อให้เสรีภาพ
ช่วยพ้นบาปพลีชีวีพระองค์ให้
เสรีภาพนี้ได้ผูกพันเราไว้
เราจึงได้ปันความรักและพระคุณ
- D. De Haan