วันจันทร์ที่ 18 มกราคม
อ่าน: เลวีนิติ 19:11-18
เจ้าอย่าแก้แค้นหรือผูกพยาบาท…แต่เจ้าจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง – เลวีนิติ 19:18
อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี ปฐมกาล 43-45, มัทธิว 12:24-50
ในปี 1955 ทางใต้ของสหรัฐอเมริกามีการแบ่งแยกสีผิวอย่างรุนแรง ขณะนั้น เอ็ม เมทท์ ทิล วัยรุ่นผิวดำจากชิคาโก เดินทางไปเยี่ยมญาติที่มิสซิสซิปปี หลังจากที่เอ็มเมทท์ “อาจหาญ” ไปพูดคุยกับหญิงผิวขาวคนหนึ่ง ชายผิวขาวสองคนได้สังหารเขาอย่างทารุณ คณะลูกขุน ซึ่งล้วนเป็นคนผิวขาวใช้เวลาพิจารณาไม่ถึงชั่วโมงแล้วตัดสินว่าชายทั้งสอง “ไม่มีความผิด” แต่ต่อมาทั้งสองคนได้สารภาพผิดลงในนิตยสารไลฟ์
หลังจากการพิพากษา แม่ของเอ็มเมทท์กล่าวว่า “เมื่อสองเดือนก่อน ฉันมีห้องเช่าที่น่าอยู่ มีงานที่ดี มีลูกชายหนึ่งคน เวลาเกิดเรื่องกับพวกนิโกรทางใต้ ฉันก็จะพูดว่า ‘เรื่องของเขา ไม่ใช่ธุระของฉัน’ ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าฉันคิดผิด เรื่องของลูกฉันทำให้ฉันตระหนักว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราแต่ละคนไม่ว่าที่ใดในโลก เป็นธุระของพวกเราทุกคน”
การห่วงใยผู้ที่ทุกข์ร้อนเป็นสิ่งที่เลวีนิติ 19:18 บอกให้เราทำ “เจ้าจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” พระเยซูทรงอ้างถึงข้อความนี้และอธิบายว่าไม่ใช่การจำกัดความรักไว้สำหรับคนที่อยู่รอบข้างเราเท่านั้น (มธ.22:39; ลก.10:25-37) เพื่อนบ้านไม่ใช่เฉพาะคนที่ใกล้ชิด แต่คือทุกคนที่เดือดร้อน เราจะต้องห่วงใยผู้อื่นเหมือนที่เราห่วงใยตัวเอง
การรักเพื่อนบ้านหมายถึง การร่วมรู้สึกในการถูกข่มเหง ความเจ็บปวด และความอยุติธรรมของเพื่อนมนุษย์ อันเป็นธุระของทุกคนที่ติดตามพระคริสต์ – MW
คิดใคร่ครวญ
เราจะเป็นเพื่อนบ้านที่ดีได้อย่างไร
ด้วยการให้ความนับถือทุกคน ให้ความช่วยเหลือ เป็นอาสาสมัคร
เข้าร่วมสมาคมเพื่อนบ้าน กล้าพูดเมื่อมีคนถูกกระทำอย่างไม่ยุติธรรม
Read more…
วันพุธที่ 15 กรกฎาคม
อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี สดุดี 13-15, กิจการ 19:21-41
อ่าน: ลูกา 14:25-35
ถ้าผู้ใดมาหาเราและไม่ชังบิดามารดา บุตรภรรยา และพี่น้องชายหญิง แม้ทั้งชีวิตของตนเองด้วย ผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้ – ลูกา 14:26
เนชาเยฟ สาวกของคาร์ล มาร์คซ ในศตวรรษที่ 19 ผู้สังหารพระเจ้าซาร์ อเล็กซานเดอร์ที่สองได้เขียนไว้ว่า “ผู้ที่จะทำการปฏิวัติ…ต้องไม่สนใจประโยชน์ส่วนตน ไม่มีเรื่องธุรกิจส่วนตัว ไม่มีอารมณ์ ไม่มีสิ่งผูกมัด ไม่มีทรัพย์สมบัติ และไม่มีชื่อ ทุกสิ่งในตัวรวมอยู่ในความคิดและความปรารถนาเดียวที่จะปฏิวัติ” แม้ว่าแรงจูงใจและเป้าหมายของเขาจะผิด แต่ถ้อยคำของเนชาเยฟได้แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะดำเนินตามที่ได้ปฏิญาณไว้
พระเยซูทรงต้องการความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงจากสาวกของพระองค์ ในลูกา 14 ฝูงชนเป็นอันมากได้ร่วมเดินทางไปเยรูซาเล็มกับพระองค์ (ข้อ 25) บางทีผู้ติดตามแบบขาจรเหล่านี้คงนึกว่าตนเป็นสาวกที่แท้จริงของพระองค์ แต่พระเยซูทรงสอนว่า การติดตามพระองค์ไม่ใช่เพียงแค่รู้เรื่องราวของพระองค์ พระองค์อธิบายว่าการเป็นสาวกต้องลงทุน ต้องชังบิดามารดา หรือแม้แต่ชีวิตของตนเอง ที่จะไม่ให้สำคัญไปกว่าความจงรักภักดีที่มีต่อพระเยซู (ข้อ 26-33) สาวกของพระองค์ (ทั้งในอดีตและปัจจุบัน) จำต้องตระหนักว่า หากให้พระเจ้าทรงเป็นที่หนึ่งในชีวิตของเขาแล้ว สิ่งที่มีในครอบครองหรือแม้แต่ความสัมพันธ์กับผู้อื่นจะต้องเป็นรองลงมา
พระเยซูทรงเรียกร้องให้สาวกของพระองค์มีความคิดและความปรารถนาที่หลอมรวมเป็นหนึ่งในพระองค์แต่เพียงผู้เดียว – MW
ข้าแต่พระเจ้า บัดนี้พวกเรา รวมใจทูลขอ
เจิมเราด้วยไฟ เพื่อให้ไม่ท้อ พร้อมดำเนินต่อ แม้โลกหลงไป
โลกไร้จุดหมาย เดินสู่ความตาย หมดความสดใส
เราจะเป็นแสง สำแดงไปไกล ช่วยเหลือโลกให้ รู้จักพระองค์
-Cushman
วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม
อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี สดุดี 10-12, กิจการ 19:1-20
อ่าน: 1 โครินธ์ 13
ดังนั้นยังตั้งอยู่สามสิ่ง คือความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด – 1 โครินธ์ 13:13
คุณจะรู้จักคนคนหนึ่งได้มากมายจากข้อความบนเสื้อยืดของเขา ไม่นานมานี้ ผมเดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้า ข้อความบนเสื้อยืดสีแดงสดของหญิงสาวคนหนึ่งสะดุดตาผม ความว่า “รักเป็นของผู้แพ้” เธออาจคิดว่าฟังดูฉลาดและท้าทาย หรืออาจแค่นึกสนุก หรือเธออาจเจ็บปวดจากความสัมพันธ์ที่ผ่านมา และได้ปลีกตัวจากผู้อื่น เพื่อจะไม่เสี่ยงต่อการถูกทำร้ายอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เสื้อยืดตัวนั้นทำให้ผมคิด
ความรักเป็นของผู้แพ้จริงหรือ? ความจริงคือ เมื่อเรารัก เราก็พร้อมจะเสี่ยง ผู้คนอาจทำร้ายเรา ทำให้เราผิดหวัง หรือทิ้งเราไปง่ายๆความรักอาจจบลงที่สูญเสีย
พระคัมภีร์ได้ท้าทายเราให้มีความรักต่อผู้อื่นในระดับที่สูงกว่า ใน 1 โครินธ์ 13 เปาโลอธิบายถึงความหมายของการมีชีวิตโดยสำแดงความรักแบบพระเจ้า ผู้ที่ฝึกฝนที่จะมีความรักแบบพระเจ้าจะไม่ทำเพื่อประโยชน์ของตนหรือเพื่อให้ได้รับตอบ แต่ “ทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่น และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอ และทนต่อทุกอย่าง” (13:7) เพราะเหตุใด? เพราะความรักแบบพระเจ้าทนทานต่อความเจ็บปวดในชีวิต นำเราเข้าใกล้ความห่วงใยอันไม่มีวันลดลงของพระบิดา
ดังนั้น ความรักอาจมีเพื่อผู้แพ้ก็ได้ เพราะเราจะต้องการพระเจ้ามากที่สุดในเวลาที่สูญเสียและผิดหวัง แม้ในยามที่ต้องต่อสู้กับปัญหา เราก็รู้ว่า “ความรักไม่มีวันสูญสิ้น” – BC
ความรักพระเจ้ายิ่งใหญ่ เนิ่นนานเพียงใดคงมั่น
เมตตาบริสุทธิ์ต่อฉัน รักนั้นหาใดเปรียบปาน
ฉันจึงสำแดงรักนี้ มีไมตรีสมัครสมาน
รู้จักแบ่งปันเจือจาน ส่งผ่านรักแก่ผู้คน
- D. De Haan