<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พันธกิจมานาประจำวัน &#187; ความรอด</title>
	<atom:link href="http://www.rbcthailand.org/odb/tag/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%94/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.rbcthailand.org/odb</link>
	<description>อาหารฝ่ายวิญญาณสำหรับคุณ...วันต่อวัน</description>
	<lastBuildDate>Tue, 07 Feb 2012 17:02:01 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>รับการช่วยกู้</title>
		<link>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/08/31/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%89/</link>
		<comments>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/08/31/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 30 Aug 2010 17:02:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ่านมานาประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ความรอด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rbcthailand.org/odb/?p=1726</guid>
		<description><![CDATA[วันอังคารที่ 31 สิงหาคม 2010 อ่าน: เอเฟซัส 2:1-10 แต่พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระกรุณา&#8230;พระองค์ยังทรงกระทำให้เรามีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ &#8211; เอเฟซัส 2:4-5 อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: สดุดี 132-134, 1 โครินธ์ 11:17-34 ลอเรนทั้งกลัวทั้งตื่นเต้นขณะที่ก้าวลงไปนั่งในเรือคยัคซึ่งนั่งได้คนเดียวสู่การผจญภัยในกระแสน้ำเชี่ยว เมื่อรัดเข็มขัดแน่นหนาแล้ว เธอก็เริ่มล่องเรือไปตามแม่น้ำกับกลุ่มนักพายเรือคยัคและคนนำทาง ลอเรนรู้สึกกลัวมากขึ้นเมื่อมองเห็นน้ำตกเบื้องหน้า ทันใดนั้น เรือของเธอก็ถูกกระแสน้ำเชี่ยวกรากซัดจนพลิกคว่ำ เธอเรียนรู้มาว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จะต้องทำอย่างไรให้ออกจากเรือได้เร็วที่สุด แต่เธอตื่นตกใจมากจนหาปุ่มดีดตัวไม่พบ เธอจึงติดอยู่ในเรือที่คว่ำอยู่ในน้ำ เธอรู้ว่าคงกลั้นหายใจได้อีกไม่นาน และคงจะได้ไปอยู่กับพระเจ้าในไม่ช้า และแล้วก็มีคนมาช่วยเธอทันเวลา เธอจึงรอดชีวิตมาได้ เธอรู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยกู้เธอจากความตายฝ่ายร่างกายในเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่การช่วยกู้ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นได้มาถึงพวกเราแล้ว เป็นการช่วยกู้ฝ่ายวิญญาณที่มาทางพระเยซูคริสต์ ผู้ดำรงสภาพมนุษยฺ์ขณะที่เรากำลังจมอยู่ในความบาป พระเจ้าได้ส่งพระบุตรของพระองค์ลงมาเพื่อให้ชีวิตกับเราผ่านทางการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ (รม.5:8; อฟ.2:5) พระองค์ทรงทำเช่นนั้นเพราะพระองค์ทรง “เปี่ยมด้วยพระกรุณา” และเพราะเหตุ “ความรักอันใหญ่หลวง” (อฟ.2:4) ด้วยใจที่สำนึกในพระคุณ เราช่วยผู้อื่นได้โดยบอกพวกเขาถึงพระผู้ช่วยให้รอดที่พวกเขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้พบ &#8211; AMC พระเจ้าเรียกให้เรามีใจร้อนรน บอกผู้คนถึงเรื่องราวข่าวการไถ่ พระเจ้าทรงสั่งให้เราจงออกไป อีกทรงให้เข้มแข็งเพิ่มเสริมกำลัง แม้หนทางที่ดำเนินอาจสะดุด แต่ยังรุดประกาศไม่เหลียวหลัง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='wb_fb_top'><div style="float:right;"></div></div><p><span class="manadate">วันอังคารที่ 31 สิงหาคม 2010</span></p>
<p><span class="readbible">อ่าน: เอเฟซัส 2:1-10</span><br />
<span class="biblemessage">แต่พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระกรุณา&#8230;พระองค์ยังทรงกระทำให้เรามีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ &#8211; เอเฟซัส 2:4-5  </span>
<p class="readbible1yr">อ่านพระคัมภีร์ภายใน   1 ปี: สดุดี 132-134, 1 โครินธ์ 11:17-34</p>
<div id="mana_contents">
<p>ลอเรนทั้งกลัวทั้งตื่นเต้นขณะที่ก้าวลงไปนั่งในเรือคยัคซึ่งนั่งได้คนเดียวสู่การผจญภัยในกระแสน้ำเชี่ยว เมื่อรัดเข็มขัดแน่นหนาแล้ว เธอก็เริ่มล่องเรือไปตามแม่น้ำกับกลุ่มนักพายเรือคยัคและคนนำทาง
<p>ลอเรนรู้สึกกลัวมากขึ้นเมื่อมองเห็นน้ำตกเบื้องหน้า ทันใดนั้น เรือของเธอก็ถูกกระแสน้ำเชี่ยวกรากซัดจนพลิกคว่ำ เธอเรียนรู้มาว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จะต้องทำอย่างไรให้ออกจากเรือได้เร็วที่สุด แต่เธอตื่นตกใจมากจนหาปุ่มดีดตัวไม่พบ เธอจึงติดอยู่ในเรือที่คว่ำอยู่ในน้ำ เธอรู้ว่าคงกลั้นหายใจได้อีกไม่นาน และคงจะได้ไปอยู่กับพระเจ้าในไม่ช้า และแล้วก็มีคนมาช่วยเธอทันเวลา เธอจึงรอดชีวิตมาได้ เธอรู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยกู้เธอจากความตายฝ่ายร่างกายในเหตุการณ์ครั้งนั้น
<p>แต่การช่วยกู้ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นได้มาถึงพวกเราแล้ว เป็นการช่วยกู้ฝ่ายวิญญาณที่มาทางพระเยซูคริสต์ ผู้ดำรงสภาพมนุษยฺ์ขณะที่เรากำลังจมอยู่ในความบาป พระเจ้าได้ส่งพระบุตรของพระองค์ลงมาเพื่อให้ชีวิตกับเราผ่านทางการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ (รม.5:8; อฟ.2:5) พระองค์ทรงทำเช่นนั้นเพราะพระองค์ทรง “เปี่ยมด้วยพระกรุณา” และเพราะเหตุ “ความรักอันใหญ่หลวง” (อฟ.2:4)
<p>ด้วยใจที่สำนึกในพระคุณ เราช่วยผู้อื่นได้โดยบอกพวกเขาถึงพระผู้ช่วยให้รอดที่พวกเขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้พบ &#8211; AMC
</p></div>
<p class="poem">
พระเจ้าเรียกให้เรามีใจร้อนรน  บอกผู้คนถึงเรื่องราวข่าวการไถ่ <br />
พระเจ้าทรงสั่งให้เราจงออกไป  อีกทรงให้เข้มแข็งเพิ่มเสริมกำลัง <br />
แม้หนทางที่ดำเนินอาจสะดุด  แต่ยังรุดประกาศไม่เหลียวหลัง <br />
คนทั้งปวงที่ไม่รอดให้ได้ฟัง  พระเจ้ายังรักเขามากจึงตายแทน &#8211; Crosby
</p>
<p class="remark">คนที่ได้รับการช่วยกู้แล้ว ควรจะพร้อมและเต็มใจที่จะช่วยกู้ผู้อื่นต่อไป</p>
<p><span id="more-1726"></span></p>
<p><script type="text/javascript" src="/player/silverlight.js"></script><br />
<script type="text/javascript"  src="/player/wmvplayer.js"></script></p>
<div id="mediaspace" align="center"></div>
<p><script type="text/javascript">
 var cnt = document.getElementById("mediaspace");
 var src = "/player/wmvplayer.xaml";
 var cfg = {height:"20", width:"470", file:"/Audio/20100831.wma", usefullscreen:"false"};
 var ply = new jeroenwijering.Player(cnt,src,cfg);
</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/08/31/%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไวรัสบาป</title>
		<link>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/08/03/%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%9b/</link>
		<comments>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/08/03/%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%9b/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 02 Aug 2010 17:02:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ่านมานาประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ความบาป]]></category>
		<category><![CDATA[ความรอด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rbcthailand.org/odb/?p=1678</guid>
		<description><![CDATA[วันอังคารที่ 3 สิงหาคม 2010 อ่าน: โรม 6:14-23 เมื่อท่านพ้นจากบาปแล้วท่านก็ได้เป็นทาสของความชอบธรรม &#8211; โรม 6:18 อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: สดุดี 63-65, โรม 6 ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ระบาด ทำให้คนทั้งโลกหันมาสนใจเชื้อไวรัส เชื้อไวรัสเป็น สิ่งมีชีวิตที่ต้องพึ่งพิงสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นและจะ ทำลายสิ่งที่มันเข้าไปอาศัยอยู่ ในบางกรณี ไวรัสสามารถเข้าไปฝังตัวโดยที่ผู้ถูกอาศัยไม่รู้ตัวนานนับปี และระหว่างนั้น มันสามารถสร้างความเสียหายให้แพร่ไปขนาดที่เราคิดไม่ถึง ถ้าเราเอามันออกมา มันจะหยุดเติบโตชั่วขณะ หรือไม่ก็ตาย ในทำนองเดียวกัน บาปก็ต้องการที่ที่มันจะเข้าไปอาศัยลำพังตัวมันเอง เช่น ความเย่อหยิ่ง ความโลภ ความโกรธ และความเห็นแก่ตัวนั้น เป็นเพียงแค่คำศัพท์ แต่เมื่อมันมีอำนาจเหนือมนุษย์ที่มันเข้าไปฝังตัวอยู่ มันจะเริ่มทำลายล้างตราบที่ผู้ถูกอาศัยยังมีชีวิตอยู่ ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการสละพระชนม์บนกางเขนของพระเยซูคริสต์ที่ทำให้คริสเตียน “พ้นจากบาป” (รม.6:18) แม้เราจะยังคงทำบาป แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเราจะช่วยให้เราสามารถต้าน “ไวรัสบาป” ซึ่งเป็นความต้องการของเนื้อหนังได้ (กท.5:16) อัครทูตยอห์นกล่าวว่า “ผู้ที่บังเกิดในครอบครัวของพระเจ้าจะไม่กระทำบาปจนเป็นนิสัย เพราะชีวิตของพระเจ้าอยู่ในพวกเขา” (1 ยน.3:9) เวลานี้เราดำเนินชีวิตอย่างมีเสรีภาพโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และวันหนึ่งเราจะยืน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='wb_fb_top'><div style="float:right;"></div></div><p><span class="manadate">วันอังคารที่ 3 สิงหาคม 2010</span></p>
<p><span class="readbible">อ่าน: โรม 6:14-23  </span><br />
<span class="biblemessage">เมื่อท่านพ้นจากบาปแล้วท่านก็ได้เป็นทาสของความชอบธรรม &#8211; โรม 6:18  </span>
<p class="readbible1yr">อ่านพระคัมภีร์ภายใน   1 ปี: สดุดี 63-65, โรม 6</p>
<div id="mana_contents">
<p>ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ระบาด ทำให้คนทั้งโลกหันมาสนใจเชื้อไวรัส เชื้อไวรัสเป็น สิ่งมีชีวิตที่ต้องพึ่งพิงสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นและจะ ทำลายสิ่งที่มันเข้าไปอาศัยอยู่ ในบางกรณี ไวรัสสามารถเข้าไปฝังตัวโดยที่ผู้ถูกอาศัยไม่รู้ตัวนานนับปี และระหว่างนั้น มันสามารถสร้างความเสียหายให้แพร่ไปขนาดที่เราคิดไม่ถึง ถ้าเราเอามันออกมา มันจะหยุดเติบโตชั่วขณะ หรือไม่ก็ตาย
<p>ในทำนองเดียวกัน บาปก็ต้องการที่ที่มันจะเข้าไปอาศัยลำพังตัวมันเอง เช่น ความเย่อหยิ่ง ความโลภ ความโกรธ และความเห็นแก่ตัวนั้น เป็นเพียงแค่คำศัพท์ แต่เมื่อมันมีอำนาจเหนือมนุษย์ที่มันเข้าไปฝังตัวอยู่ มันจะเริ่มทำลายล้างตราบที่ผู้ถูกอาศัยยังมีชีวิตอยู่
<p>ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการสละพระชนม์บนกางเขนของพระเยซูคริสต์ที่ทำให้คริสเตียน “พ้นจากบาป” (รม.6:18) แม้เราจะยังคงทำบาป แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเราจะช่วยให้เราสามารถต้าน “ไวรัสบาป” ซึ่งเป็นความต้องการของเนื้อหนังได้ (กท.5:16) อัครทูตยอห์นกล่าวว่า “ผู้ที่บังเกิดในครอบครัวของพระเจ้าจะไม่กระทำบาปจนเป็นนิสัย เพราะชีวิตของพระเจ้าอยู่ในพวกเขา” (1 ยน.3:9) เวลานี้เราดำเนินชีวิตอย่างมีเสรีภาพโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และวันหนึ่งเราจะยืน “อยู่เฉพาะพระสิริของพระองค์ ให้ปราศจากตำหนิและมีความร่าเริงยินดี” (ยด.24)
<p>วันนี้ขณะที่คุณกำลังจะก้าวออกไปในโลก ซึ่งเต็มไปด้วยเชื้อ “ไวรัสบาป” คุณรู้สึกโล่งใจขึ้นบ้างหรือไม่ เมื่อได้รู้เช่นนี้ &#8211; CPH
</p></div>
<p class="poem">
เชื้อร้ายแห่งบาปของเรา   พระเจ้าเยียวยารักษา <br />
พระโลหิตที่หลั่งออกมา   ชำระให้เราหายดี – D. De Haan
</p>
<p class="remark">บาปเป็นเชื้อโรค พระคริสต์เป็นยารักษา</p>
<p><span id="more-1678"></span></p>
<p><script type="text/javascript" src="/player/silverlight.js"></script><br />
<script type="text/javascript"  src="/player/wmvplayer.js"></script></p>
<div id="mediaspace" align="center"></div>
<p><script type="text/javascript">
 var cnt = document.getElementById("mediaspace");
 var src = "/player/wmvplayer.xaml";
 var cfg = {height:"20", width:"470", file:"/Audio/20100803.wma", usefullscreen:"false"};
 var ply = new jeroenwijering.Player(cnt,src,cfg);
</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/08/03/%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%9b/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พระเป็นเจ้าของข้าพระองค์</title>
		<link>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/07/31/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%87e/</link>
		<comments>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/07/31/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%87e/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 30 Jul 2010 17:02:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ่านมานาประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ความกังวล]]></category>
		<category><![CDATA[ความรอด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rbcthailand.org/odb/?p=1659</guid>
		<description><![CDATA[วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม 2010 อ่าน: ยอห์น 20:19-29 โธมัสทูลพระองค์ว่า “องคพระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์และพระเจ้าของข้าพระองค์” &#8211; ยอห์น 20:28 อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: สดุดี 54-56, โรม 3 ในวันที่พระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์ พระองค์ทรงปรากฏแก่เหล่าสาวกและให้พวกเขาดูพระหัตถ์และพระบาทในตอนแรก พวกเขาไม่เชื่อ เพราะเรื่องนี้มหัศจรรย์เกินกว่าจะเป็นจริงได้ (ลก.24:40-41) ตอนนั้นโธมัสไม่ได้อยู่ด้วย เขาจึงไม่ยอมเชื่อจนกว่าจะได้เห็น เมื่อพระเยซูปรากฏแก่โธมัสและบอกให้เขาเอานิ้วแหย่เข้าไปในรอยตะปูที่พระหัตถ์และคลำที่สีข้างพระองค์ โธมัสก็ร้องออกมาว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าของ ข้าพระองค์และพระเจ้าของข้าพระองค์” (ยน. ์ 20:28) ต่อมาภายหลัง เมื่อเปาโลบอกกับชาวฟีลิปปีถึงการทนทุกข์ของท่าน ท่านยังได้ประกาศว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า และเป็นพยานว่าท่านถือว่าประสบการณ์ทั้งสิ้นของท่านนั้นไร้ประโยชน์ “เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า” (ฟป. 3:8) คุณและผมไม่เคยเห็นพระเยซูทรงห้ามพายุหรือชุบใครให้ฟื้นจากตาย เราไม่เคยนั่งอยู่แทบพระบาทที่เชิงเขาในแคว้นกาลิลี และฟังพระองค์สอน แต่โดยความเชื่อ เราได้รับการเยียวยาฝ่ายวิญญาณด้วยการสิ้นพระชนม์ของพระองค์แทนเรา เราจึงร่วมกับโธมัสและเปาโลและคนอีกนับไม่ถ้วน ยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา พระเยซูตรัสว่า “เพราะท่านได้เห็นเราท่านจึงเชื่อหรือ ผู้ที่ไม่เห็นเราแต่เชื่อก็เป็นสุข” (ยน. 20:29) เมื่อเราเชื่อ เราเองก็เรียกพระเยซูว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='wb_fb_top'><div style="float:right;"></div></div><p><span class="manadate">วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม 2010</span></p>
<p><span class="readbible">อ่าน: ยอห์น 20:19-29 </span><br />
<span class="biblemessage">โธมัสทูลพระองค์ว่า “องคพระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์และพระเจ้าของข้าพระองค์” &#8211; ยอห์น 20:28  </span>
<p class="readbible1yr">อ่านพระคัมภีร์ภายใน   1 ปี: สดุดี 54-56, โรม 3</p>
<div id="mana_contents">
<p>ในวันที่พระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์ พระองค์ทรงปรากฏแก่เหล่าสาวกและให้พวกเขาดูพระหัตถ์และพระบาทในตอนแรก พวกเขาไม่เชื่อ เพราะเรื่องนี้มหัศจรรย์เกินกว่าจะเป็นจริงได้ (ลก.24:40-41) ตอนนั้นโธมัสไม่ได้อยู่ด้วย เขาจึงไม่ยอมเชื่อจนกว่าจะได้เห็น เมื่อพระเยซูปรากฏแก่โธมัสและบอกให้เขาเอานิ้วแหย่เข้าไปในรอยตะปูที่พระหัตถ์และคลำที่สีข้างพระองค์ โธมัสก็ร้องออกมาว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าของ  ข้าพระองค์และพระเจ้าของข้าพระองค์” (ยน. ์ 20:28)
<p>ต่อมาภายหลัง เมื่อเปาโลบอกกับชาวฟีลิปปีถึงการทนทุกข์ของท่าน ท่านยังได้ประกาศว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า และเป็นพยานว่าท่านถือว่าประสบการณ์ทั้งสิ้นของท่านนั้นไร้ประโยชน์ “เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า” (ฟป. 3:8)
<p>คุณและผมไม่เคยเห็นพระเยซูทรงห้ามพายุหรือชุบใครให้ฟื้นจากตาย เราไม่เคยนั่งอยู่แทบพระบาทที่เชิงเขาในแคว้นกาลิลี และฟังพระองค์สอน แต่โดยความเชื่อ เราได้รับการเยียวยาฝ่ายวิญญาณด้วยการสิ้นพระชนม์ของพระองค์แทนเรา เราจึงร่วมกับโธมัสและเปาโลและคนอีกนับไม่ถ้วน ยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา
<p>พระเยซูตรัสว่า “เพราะท่านได้เห็นเราท่านจึงเชื่อหรือ ผู้ที่ไม่เห็นเราแต่เชื่อก็เป็นสุข” (ยน. 20:29) เมื่อเราเชื่อ เราเองก็เรียกพระเยซูว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์และพระเจ้าของข้าพระองค์” ได้ &#8211; DCE
</p></div>
<p class="poem">
ดูพระเศียรพระหัตถ์พระบาทา <br />
ทรงปวดร้าวทรมาก็เพราะรัก <br />
แสนยิ่งใหญ่กว่ารักใดเคยรู้จัก <br />
ทรงยอมด้วยใจสมัครเพื่อทุกคน &#8211; Watts
</p>
<p class="remark">แม้เราจะไม่อาจมองเห็นพระองค์ได้ด้วยตา แต่เราเชื่อได้ด้วยใจว่า พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า</p>
<p><span id="more-1659"></span></p>
<p><script type="text/javascript" src="/player/silverlight.js"></script><br />
<script type="text/javascript"  src="/player/wmvplayer.js"></script></p>
<div id="mediaspace" align="center"></div>
<p><script type="text/javascript">
 var cnt = document.getElementById("mediaspace");
 var src = "/player/wmvplayer.xaml";
 var cfg = {height:"20", width:"470", file:"/Audio/20100731.wma", usefullscreen:"false"};
 var ply = new jeroenwijering.Player(cnt,src,cfg);
</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/07/31/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%87e/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ข้อตกลงที่ดี</title>
		<link>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/07/14/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%94%e0%b8%b5/</link>
		<comments>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/07/14/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%94%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 13 Jul 2010 17:01:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ่านมานาประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ความรอด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rbcthailand.org/odb/?p=1628</guid>
		<description><![CDATA[วันพุธที่ 14 กรกฎาคม 2010 อ่าน: ลูกา 15:11-24 ข้าพเจ้าไม่สมควรจะได้ชื่อ ว่าเป็นลูกของท่านต่อไป ขอท่านให้ข้าพเจ้าเป็นเหมือนลูกจ้างของท่านคนหนึ่งเถิด &#8211; ลูกา 15:19 อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: สดุดี 10-12, กิจการ 19:1-20 ถ้าคุณเป็นเหมือนผม คุณจะชอบข้อตกลงที่ดี ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการต่อรองราคาเวลาซื้อของเท่านั้น แต่เมื่อคุณพยายามต่อรองให้ได้ข้อตกลงที่ดีโดยคุณไม่ต้องเสียอะไรเลย ถ้าคุณรู้จักข้อตกลงแบบนี้ คุณก็จะเข้าใจความคิดของบุตรน้อยหลงหาย เมื่อตอนที่เขาตัดสินใจกลับบ้าน ในสมัยนั้นมีคนรับใช้อยู่สามแบบ แบบแรกคือ คนรับใช้รายวันที่ได้รับค่าแรงวันต่อวัน แบบที่สองคือ คนรับใช้ที่ได้รับการว่าจ้างให้ทำงานหลายๆชั่วโมงในไร่ แต่อาศัยอยู่เองในเมือง มีอิสระอย่างเต็มที่ หรือแบบที่สามคือ คนรับใช้แบบทาส คือคนที่อาศัยอยู่ในไร่และมีชีวิตอยู่เพื่อรับใช้ครอบครัวของนายจ้าง เมื่อบุตรน้อยหลงหายตกต่ำจนถึงที่สุด คำขอโทษของเขานั้นน่าสนใจ เพราะเขาถามพ่อว่าเขาจะเป็นคนรับใช้แบบที่สองได้หรือไม่ ทำไมเขาไม่ขอเป็นคนรับใช้แบบทาสที่อยู่ตอบแทนบุญคุณนายจ้าง? นักวิเคราะห์บางคนคิดว่า เขาอาจกำลังพยายามต่อรอง คือให้ได้ทั้งเงินและยังคงมีอิสรภาพด้วย หลายครั้งเราทำกับพระเจ้าราวกับว่า “ข้าพระองค์จะรับใช้พระองค์ แต่พระองค์จะเอาเสรีภาพไปจากข้าพระองค์ไม่ได้” ฟังดูเหมือนเป็นข้อตกลงที่ดี แต่ข้อเสนอของพระเจ้านั้นดีกว่ามาก พระองค์เป็นเช่นเดียวกับพ่อของบุตรน้อยคนนั้น อ้อมแขนของพระองค์พร้อมและทรงเต็มพระทัยที่จะรับคนบาปที่กลับใจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระองค์ ไม่มีข้อตกลงที่ดีกว่านี้หรือวิธีที่จะรับใช้พระเจ้าที่ดีกว่านี้แล้ว &#8211; JS ขอมอบถวาย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='wb_fb_top'><div style="float:right;"></div></div><p><span class="manadate">วันพุธที่ 14 กรกฎาคม 2010</span></p>
<p><span class="readbible">อ่าน: ลูกา 15:11-24</span><br />
<span class="biblemessage">ข้าพเจ้าไม่สมควรจะได้ชื่อ ว่าเป็นลูกของท่านต่อไป ขอท่านให้ข้าพเจ้าเป็นเหมือนลูกจ้างของท่านคนหนึ่งเถิด &#8211; ลูกา 15:19</span></p>
<p class="readbible1yr">อ่านพระคัมภีร์ภายใน   1 ปี: สดุดี 10-12, กิจการ 19:1-20</p>
<div id="mana_contents">
<p>ถ้าคุณเป็นเหมือนผม คุณจะชอบข้อตกลงที่ดี ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการต่อรองราคาเวลาซื้อของเท่านั้น แต่เมื่อคุณพยายามต่อรองให้ได้ข้อตกลงที่ดีโดยคุณไม่ต้องเสียอะไรเลย ถ้าคุณรู้จักข้อตกลงแบบนี้ คุณก็จะเข้าใจความคิดของบุตรน้อยหลงหาย เมื่อตอนที่เขาตัดสินใจกลับบ้าน  </p>
<p>ในสมัยนั้นมีคนรับใช้อยู่สามแบบ แบบแรกคือ คนรับใช้รายวันที่ได้รับค่าแรงวันต่อวัน แบบที่สองคือ คนรับใช้ที่ได้รับการว่าจ้างให้ทำงานหลายๆชั่วโมงในไร่ แต่อาศัยอยู่เองในเมือง มีอิสระอย่างเต็มที่ หรือแบบที่สามคือ คนรับใช้แบบทาส คือคนที่อาศัยอยู่ในไร่และมีชีวิตอยู่เพื่อรับใช้ครอบครัวของนายจ้าง  </p>
<p>เมื่อบุตรน้อยหลงหายตกต่ำจนถึงที่สุด คำขอโทษของเขานั้นน่าสนใจ เพราะเขาถามพ่อว่าเขาจะเป็นคนรับใช้แบบที่สองได้หรือไม่ ทำไมเขาไม่ขอเป็นคนรับใช้แบบทาสที่อยู่ตอบแทนบุญคุณนายจ้าง? นักวิเคราะห์บางคนคิดว่า เขาอาจกำลังพยายามต่อรอง คือให้ได้ทั้งเงินและยังคงมีอิสรภาพด้วย  </p>
<p>หลายครั้งเราทำกับพระเจ้าราวกับว่า “ข้าพระองค์จะรับใช้พระองค์ แต่พระองค์จะเอาเสรีภาพไปจากข้าพระองค์ไม่ได้” ฟังดูเหมือนเป็นข้อตกลงที่ดี แต่ข้อเสนอของพระเจ้านั้นดีกว่ามาก พระองค์เป็นเช่นเดียวกับพ่อของบุตรน้อยคนนั้น อ้อมแขนของพระองค์พร้อมและทรงเต็มพระทัยที่จะรับคนบาปที่กลับใจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระองค์ ไม่มีข้อตกลงที่ดีกว่านี้หรือวิธีที่จะรับใช้พระเจ้าที่ดีกว่านี้แล้ว &#8211; JS
</p></div>
<p class="poem">
ขอมอบถวาย          ทั้งใจและกาย      เป็นของพระเจ้า    <br />
ขอพระองค์เพิ่ม       และเติมใจเรา      ที่เคยซึมเศร้า       โดยรักพระองค์ <br />
เราเคยปรารถนา     ดำเนินชีวา      ตามใจประสงค์ <br />
บัดนี้ขอยอม          น้อมถ่อมใจลง      ให้พระเจ้าทรง      ใช้ตามพระทัย – Orr
</p>
<p class="remark">เสรีภาพที่แท้จริง พบได้เมื่อยอมจำนนต่อพระคริสต์</p>
<p><span id="more-1628"></span></p>
<p><script type="text/javascript" src="/player/silverlight.js"></script><br />
<script type="text/javascript"  src="/player/wmvplayer.js"></script></p>
<div id="mediaspace" align="center"></div>
<p><script type="text/javascript">
 var cnt = document.getElementById("mediaspace");
 var src = "/player/wmvplayer.xaml";
 var cfg = {height:"20", width:"470", file:"/Audio/20100714.wma", usefullscreen:"false"};
 var ply = new jeroenwijering.Player(cnt,src,cfg);
</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/07/14/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%94%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ช่วยชีวิต</title>
		<link>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/06/30/%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95-2/</link>
		<comments>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/06/30/%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95-2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 29 Jun 2010 17:01:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ่านมานาประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ความรอด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rbcthailand.org/odb/?p=1583</guid>
		<description><![CDATA[วันพุธที่ 30 มิถุนายน 2010 อ่าน: โคโลสี 1:12-22 พระองค์ได้ทรงช่วยเราใหพ้นจากอำนาจของความมืดและได้ทรงย้ายเรามาตั้งไวในแผ่นดินแห่งพระบุตรที่รักของพระองค์ &#8211; โคโลสี 1:13 อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: โยบ 17-19, กิจการ 10:1-23 ชายชาวอัฟริกาใต้ตอบโต้ชายเก้าคนที่มาปล้นบ้านของเขา หัวขโมยเจ็ดคนหนีไปได้ แต่เจ้าของบ้านสามารถผลักขโมยสองคนตกลงไปในสระน้ำหลังบ้าน เมื่อเห็นว่าชายคนหนึ่งว่ายน้ำไม่เป็น เจ้าของบ้านจึงกระโดดลงไปช่วยชีวิตเขา หนังสือพิมพ์เดอะเคปไทมส์ (The Cape Times) รายงานว่า เมื่อขึ้นจากสระน้ำได้ ขโมยตัวเปียกโชกก็ตะโกนเรียกเพื่อนๆให้กลับมา แล้วเขาก็ชักมีดออกมาขู่ชายที่เพิ่งช่วยชีวิตเขาไว้ เจ้าของบ้านเล่าว่า “เรายังคงยืนอยู่ริมสระน้ำ และเมื่อผมเห็นมีด ผมเลยจับเขาโยนกลับ ลงน้ำแต่เขาก็ตะเกียกตะกายและจมลงไปอีก ผมเลยช่วยชีวิตเขาอีกครั้ง” ในจดหมายถึงชาวโคโลสี เปาโลเขียนเกี่ยวกับการช่วยชีวิตอีกแบบว่า พระเจ้าพระบิดา ได้ช่วยกู้พวกเขาจากอาณาจักรแห่งความมืด การช่วยชีวิตครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อพระคริสต์ทรงวายพระชนม์ และเมื่อพวกเขาได้กลับใจมาเชื่อพระองค์ ภาพที่เปาโลใช้ (1:12-13) อธิบายว่าผู้เชื่อได้รับการช่วยกู้จากการครอบงำอันชั่วร้ายของซาตาน โดยถูกย้ายมาในฐานะผู้มีอิสรภาพ เข้าสู่การปกครองอย่างสันติของพระคริสต์ โดยการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู ผู้เชื่อจึงเป็นไท และได้เป็นประชากรในอาณาจักรแห่งความสว่าง การตอบสนองที่เหมาะสมต่อพระคุณอันอัศจรรย์นี้ คือการแสดงความกตัญญูด้วยใจยินดี โดยถวายการปฏิบัติพระเจ้าตามชอบพระทัยของพระองค์ ด้วยความเคารพและยำเกรง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='wb_fb_top'><div style="float:right;"></div></div><p><span class="manadate">วันพุธที่ 30 มิถุนายน 2010</span></p>
<p><span class="readbible">อ่าน: โคโลสี 1:12-22</span><br />
<span class="biblemessage">พระองค์ได้ทรงช่วยเราใหพ้นจากอำนาจของความมืดและได้ทรงย้ายเรามาตั้งไวในแผ่นดินแห่งพระบุตรที่รักของพระองค์ &#8211; โคโลสี 1:13</span></p>
<p class="readbible1yr">อ่านพระคัมภีร์ภายใน   1 ปี: โยบ 17-19, กิจการ 10:1-23</p>
<div id="mana_contents">
<p>ชายชาวอัฟริกาใต้ตอบโต้ชายเก้าคนที่มาปล้นบ้านของเขา หัวขโมยเจ็ดคนหนีไปได้ แต่เจ้าของบ้านสามารถผลักขโมยสองคนตกลงไปในสระน้ำหลังบ้าน เมื่อเห็นว่าชายคนหนึ่งว่ายน้ำไม่เป็น เจ้าของบ้านจึงกระโดดลงไปช่วยชีวิตเขา หนังสือพิมพ์เดอะเคปไทมส์ (The Cape Times) รายงานว่า เมื่อขึ้นจากสระน้ำได้ ขโมยตัวเปียกโชกก็ตะโกนเรียกเพื่อนๆให้กลับมา แล้วเขาก็ชักมีดออกมาขู่ชายที่เพิ่งช่วยชีวิตเขาไว้  เจ้าของบ้านเล่าว่า “เรายังคงยืนอยู่ริมสระน้ำ และเมื่อผมเห็นมีด ผมเลยจับเขาโยนกลับ ลงน้ำแต่เขาก็ตะเกียกตะกายและจมลงไปอีก ผมเลยช่วยชีวิตเขาอีกครั้ง”  </p>
<p>ในจดหมายถึงชาวโคโลสี เปาโลเขียนเกี่ยวกับการช่วยชีวิตอีกแบบว่า พระเจ้าพระบิดา ได้ช่วยกู้พวกเขาจากอาณาจักรแห่งความมืด การช่วยชีวิตครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อพระคริสต์ทรงวายพระชนม์ และเมื่อพวกเขาได้กลับใจมาเชื่อพระองค์ ภาพที่เปาโลใช้ (1:12-13) อธิบายว่าผู้เชื่อได้รับการช่วยกู้จากการครอบงำอันชั่วร้ายของซาตาน โดยถูกย้ายมาในฐานะผู้มีอิสรภาพ เข้าสู่การปกครองอย่างสันติของพระคริสต์ โดยการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู ผู้เชื่อจึงเป็นไท และได้เป็นประชากรในอาณาจักรแห่งความสว่าง  </p>
<p>การตอบสนองที่เหมาะสมต่อพระคุณอันอัศจรรย์นี้ คือการแสดงความกตัญญูด้วยใจยินดี โดยถวายการปฏิบัติพระเจ้าตามชอบพระทัยของพระองค์ ด้วยความเคารพและยำเกรง (ฮบ.12:28) &#8211; MW
</p></div>
<p class="poem">
ความรักขององค์พระเจ้าแสนยิ่งใหญ่  <br />
ทรงมีชัยชนะความมรณา <br />
สละชีพพระบุตรแสนสูงค่า    <br />
จ่ายราคาไถ่เราพ้นบาปกรรม – Gustafson
</p>
<p class="remark">พระเยซูทรงช่วยชีวิตและไถ่ผู้ที่กบฎ โดยไม้กางเขน</p>
<p><span id="more-1583"></span></p>
<p><script type="text/javascript" src="/player/silverlight.js"></script><br />
<script type="text/javascript"  src="/player/wmvplayer.js"></script></p>
<div id="mediaspace" align="center"></div>
<p><script type="text/javascript">
 var cnt = document.getElementById("mediaspace");
 var src = "/player/wmvplayer.xaml";
 var cfg = {height:"20", width:"470", file:"/Audio/20100630.wma", usefullscreen:"false"};
 var ply = new jeroenwijering.Player(cnt,src,cfg);
</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/06/30/%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กระหายมากๆ</title>
		<link>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/06/27/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%86/</link>
		<comments>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/06/27/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%86/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Jun 2010 17:01:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ่านมานาประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ความรอด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rbcthailand.org/odb/?p=1577</guid>
		<description><![CDATA[วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน 2010 อ่าน: สดุดี 42 กวางกระเสือกกระสนหาลำธารที่มีน้ำไหลฉันใด ข้าแต่พระเจ้า จิตวิญญาณของข้าพระองค์ ก็กระเสือกกระ-สนหาพระองค์ฉันนั้น &#8211; สดุดี 42:1 อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: โยบ 8-10, กิจการ 8:26-40 คุณเคยกระหายน้ำมากๆไหม หลายปีก่อน ฉันไปเยี่ยมเคธี น้องสาวของฉันที่ประเทศมาลี อัฟริกาตะวันตก ระหว่างเที่ยวชมทัศนียภาพในบ่ายวันหนึ่ง อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้น กว่า 38 องศาเซลเซียส ฉันบอกน้องว่า “พี่อยากได้อะไรดื่มหน่อย” เมื่อเคธีบอกว่า เธอ ลืมเอาเครื่องมือที่ใช้กรองน้ำมา ฉันเริ่มรู้สึก หมดหวัง ยิ่งเราขับรถไปไกล ฉันยิ่งคิดสงสัยว่าการอดน้ำตายนั้นเป็นอย่างไร ในที่สุด เคธีพูดขึ้นว่า “ฉันรู้ว่าเราจะไปที่ไหนได้” แล้วเธอก็ขับรถไปที่ประตูสถานทูต ฉันพบเครื่องทำน้ำเย็น! ฉันรีบคว้าถ้วยกระดาษใบเล็ก ดื่มน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างกายของฉันขาดน้ำเป็นเวลานาน ฉันจึงต้องการน้ำปริมาณมากเพื่อให้กลับสดชื่นดังเดิม ผู้เขียนสดุดีเปรียบความกระหายฝ่ายร่างกายกับความกระหายฝ่ายวิญญาณว่า“กวางกระเสือก กระสนหาลำธารที่มีน้ำไหลฉันใด ข้าแต่พระเจ้า จิตวิญญาณของข้าพระองค์ ก็กระเสือกกระสนหาพระองค์ฉันนั้น” (สดด.42:1) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='wb_fb_top'><div style="float:right;"></div></div><p><span class="manadate">วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน 2010</span></p>
<p><span class="readbible">อ่าน: สดุดี 42</span><br />
<span class="biblemessage">กวางกระเสือกกระสนหาลำธารที่มีน้ำไหลฉันใด ข้าแต่พระเจ้า จิตวิญญาณของข้าพระองค์ ก็กระเสือกกระ-สนหาพระองค์ฉันนั้น  &#8211; สดุดี 42:1</span></p>
<p class="readbible1yr">อ่านพระคัมภีร์ภายใน   1 ปี: โยบ 8-10, กิจการ 8:26-40</p>
<div id="mana_contents">
<p>คุณเคยกระหายน้ำมากๆไหม หลายปีก่อน ฉันไปเยี่ยมเคธี น้องสาวของฉันที่ประเทศมาลี อัฟริกาตะวันตก ระหว่างเที่ยวชมทัศนียภาพในบ่ายวันหนึ่ง อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้น  กว่า 38 องศาเซลเซียส ฉันบอกน้องว่า “พี่อยากได้อะไรดื่มหน่อย” เมื่อเคธีบอกว่า เธอ  ลืมเอาเครื่องมือที่ใช้กรองน้ำมา ฉันเริ่มรู้สึก หมดหวัง ยิ่งเราขับรถไปไกล ฉันยิ่งคิดสงสัยว่าการอดน้ำตายนั้นเป็นอย่างไร  </p>
<p>ในที่สุด เคธีพูดขึ้นว่า “ฉันรู้ว่าเราจะไปที่ไหนได้” แล้วเธอก็ขับรถไปที่ประตูสถานทูต ฉันพบเครื่องทำน้ำเย็น! ฉันรีบคว้าถ้วยกระดาษใบเล็ก ดื่มน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างกายของฉันขาดน้ำเป็นเวลานาน ฉันจึงต้องการน้ำปริมาณมากเพื่อให้กลับสดชื่นดังเดิม  </p>
<p>ผู้เขียนสดุดีเปรียบความกระหายฝ่ายร่างกายกับความกระหายฝ่ายวิญญาณว่า“กวางกระเสือก กระสนหาลำธารที่มีน้ำไหลฉันใด ข้าแต่พระเจ้า จิตวิญญาณของข้าพระองค์ ก็กระเสือกกระสนหาพระองค์ฉันนั้น” (สดด.42:1) ความกระหายนี้ คือความปรารถนาพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่เพียงผู้เดียวอย่างสุดใจ (ข้อ 2)  </p>
<p>คุณกำลังต้องการบางสิ่งที่โลกนี้ไม่อาจให้ได้หรือไม่? ความขาดแคลนนี้คือความกระหายของจิตวิญญาณที่ต้องการพระเจ้า จงวิ่งไปหาพระองค์ผู้ทรงสามารถดับความกระหายนั้น “ผู้ที่กระหาย พระองค์ทรงให้เขาอิ่ม และผู้ที่หิว พระองค์ทรงให้เขาหนำใจด้วยของดี” (สดด.107:9) &#8211; CHK
</p></div>
<p class="poem">
ข้ากระหายใคร่รู้สัจธรรม       		องค์พระเจ้าให้อิ่มหนำทุกเวลา <br />
ทิพย์อาหารทรงจัดเตรียมเลี้ยงดูข้า     	คือพระคำนำชีวาข้าพึงใจ <br />
ข้าไม่เคยต้องอดอยากหรือหิวโซ       	เพราะพระคุณมากอักโขพึ่งพาได้ <br />
สถานการณ์ชีวิตเป็นอย่างไร       	พระคัมภีร์ข้ายึดไว้ไม่เปลี่ยนแปลง  – Sanders
</p>
<p class="remark">มีเพียงพระเยซู ผู้ทรงเป็นน้ำธำรงชีวิต ที่สามารถดับความกระหายของจิตวิญญาณ</p>
<p><span id="more-1577"></span></p>
<p><script type="text/javascript" src="/player/silverlight.js"></script><br />
<script type="text/javascript"  src="/player/wmvplayer.js"></script></p>
<div id="mediaspace" align="center"></div>
<p><script type="text/javascript">
 var cnt = document.getElementById("mediaspace");
 var src = "/player/wmvplayer.xaml";
 var cfg = {height:"20", width:"470", file:"/Audio/20100627.wma", usefullscreen:"false"};
 var ply = new jeroenwijering.Player(cnt,src,cfg);
</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/06/27/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%86/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผิดเต็มประตู</title>
		<link>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/06/26/%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%87%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%b9/</link>
		<comments>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/06/26/%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%87%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%b9/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 25 Jun 2010 17:01:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ่านมานาประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ความรอด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rbcthailand.org/odb/?p=1575</guid>
		<description><![CDATA[วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 2010 อ่าน: 1 ทิโมธี 1:12-17 พระคุณแห่งองค์พระผู้เป็น เจ้าของเรานั้น มีมากเหลือล้น &#8211; 1 ทิโมธี 1:14 อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: โยบ 5-7, กิจการ 8:1-25 ชายคนหนึ่งกำลังกรอกใบสมัครงาน จนมาถึงคำถามว่า “คุณเคยถูกจับกุมหรือไม่?” เขาตอบว่า “ไม่เคย” คำถามต่อมาคือ “สาเหตุ?” ซึ่งเป็นคำถามสำหรับคนที่ตอบข้อก่อนหน้าว่า “เคย” เขาตอบไปว่า “ผมไม่เคยถูกจับได้” เขารู้ตัวดีว่าเขาผิดเต็มประตู! เช่นเดียวกับเปาโล ท่านรู้ว่าตัวเองก็ทำสิ่งที่ผิดบาปต่อพระเจ้า ท่านเขียนว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนหลู่พระเกียรติ ข่มเหง และทำการหมิ่นประมาทพระองค์” (1 ทธ.1:13) ท่านถึงกับเรียกตัวเองว่าเป็น “ตัวเอก” ในพวกคนบาป (ข้อ 15) ครั้งหนึ่ง ความบาปได้ทำให้เราแยกจากพระเจ้า และถูกนับเป็นศัตรูของพระองค์เช่นกัน (รม.5:10; คส.1:21) แต่เมื่อเราสารภาพบาปของเรา และยอมรับว่าเราต้องการการยกโทษจากพระองค์ พระองค์ก็ทรงชำระเรา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='wb_fb_top'><div style="float:right;"></div></div><p><span class="manadate">วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 2010</span></p>
<p><span class="readbible">อ่าน: 1 ทิโมธี 1:12-17</span><br />
<span class="biblemessage">พระคุณแห่งองค์พระผู้เป็น เจ้าของเรานั้น มีมากเหลือล้น &#8211; 1 ทิโมธี 1:14</span></p>
<p class="readbible1yr">อ่านพระคัมภีร์ภายใน   1 ปี: โยบ 5-7, กิจการ 8:1-25</p>
<div id="mana_contents">
<p>ชายคนหนึ่งกำลังกรอกใบสมัครงาน จนมาถึงคำถามว่า “คุณเคยถูกจับกุมหรือไม่?” เขาตอบว่า “ไม่เคย” คำถามต่อมาคือ “สาเหตุ?” ซึ่งเป็นคำถามสำหรับคนที่ตอบข้อก่อนหน้าว่า “เคย” เขาตอบไปว่า “ผมไม่เคยถูกจับได้” เขารู้ตัวดีว่าเขาผิดเต็มประตู!  </p>
<p>เช่นเดียวกับเปาโล ท่านรู้ว่าตัวเองก็ทำสิ่งที่ผิดบาปต่อพระเจ้า ท่านเขียนว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนหลู่พระเกียรติ ข่มเหง และทำการหมิ่นประมาทพระองค์” (1 ทธ.1:13) ท่านถึงกับเรียกตัวเองว่าเป็น “ตัวเอก” ในพวกคนบาป (ข้อ 15)  </p>
<p>ครั้งหนึ่ง ความบาปได้ทำให้เราแยกจากพระเจ้า และถูกนับเป็นศัตรูของพระองค์เช่นกัน (รม.5:10; คส.1:21) แต่เมื่อเราสารภาพบาปของเรา และยอมรับว่าเราต้องการการยกโทษจากพระองค์ พระองค์ก็ทรงชำระเรา และทรงสร้างเราขึ้นใหม่  </p>
<p>พวกเราซึ่งรู้จักองค์พระผู้เป็นเจ้ามาหลายปีแล้ว อาจมีแนวโน้มที่จะลืม  ว่า เราได้รับการช่วยกู้จากอะไรและได้รับการอภัยเรื่องอะไร การแบ่งปันเรื่องราวความผิดพลาดในอดีต และปัจจุบันของเรา และสรรเสริญพระเจ้า  ที่ทรงอภัยโทษบาป จะช่วยให้เราไม่ทำตัวแบบ “ฉันชอบธรรมกว่าเธอ”     ต่อผู้คนที่ยังไม่รู้จักองค์พระผู้เป็นเจ้า  </p>
<p>ความจริงก็คือ เราทุกคนล้วนเคยผิดเต็มประตู และพระเจ้าทรงสมควร ได้รับเกียรติ เพราะพระเมตตาคุณที่ทรงมีต่อเรา &#8211; AMC
</p></div>
<p class="poem">
เราทำบาปพลาดพลั้งในชีวิต  <br />
ล้วนความผิดแต่พระเจ้าอภัยให้ <br />
เราเป็นหนี้พระคุณล้ำอำไพ  <br />
มิอาจช่วยตนเองได้พึ่งพระองค์ &#8211; Bonar
</p>
<p class="remark">พระคุณคือทุกสิ่งทุกอย่าง สำหรับผู้ที่ไม่สมควรได้สิ่งใด</p>
<p><span id="more-1575"></span></p>
<p><script type="text/javascript" src="/player/silverlight.js"></script><br />
<script type="text/javascript"  src="/player/wmvplayer.js"></script></p>
<div id="mediaspace" align="center"></div>
<p><script type="text/javascript">
 var cnt = document.getElementById("mediaspace");
 var src = "/player/wmvplayer.xaml";
 var cfg = {height:"20", width:"470", file:"/Audio/20100626.wma", usefullscreen:"false"};
 var ply = new jeroenwijering.Player(cnt,src,cfg);
</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/06/26/%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%87%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%95%e0%b8%b9/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องดี</title>
		<link>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/06/14/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5/</link>
		<comments>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/06/14/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 13 Jun 2010 17:01:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ่านมานาประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ความรอด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rbcthailand.org/odb/?p=1551</guid>
		<description><![CDATA[วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2010 อ่าน: ลูกา 23:44-24:3 เขาเหล่านั้นเห็นก้อนหินกลิ้ง ออกพ้นจากปากอุโมงค์แล้ว และเมื่อเข้าไปมิได้เห็นพระศพของพระเยซูเจ้า &#8211; ลูกา 24:2-3 อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: เอสรา 9-10, กิจการ 1 ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยชิคาโกรายงานว่า คนเรามีแนวโน้มว่าจะจำภาพแย่ๆได้ดีกว่าภาพดีๆ แม้ทุกคนจะบอกว่าอยากหนีจากกระแสข่าวร้ายๆที่สื่อประโคม ไม่ว่าจะเป็นโศกนาฏกรรม โรคระบาด หรือวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ผลการวิจัยกลับบ่งบอกว่าจิตใจของผู้คนผูกติดกับเรื่องเหล่านี้ แคเธอรีน ฮันคีย(1834-1911)สนใจ “ข่าวดี” มากกว่า เธอมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเห็นบรรดาหญิงสาวมารู้จักกับพระคริสต์ เธอป่วยหนักในปี 1866 ขณะที่นอนอยู่บนเตียง เธอคิดถึงผู้คนที่เธอเคยเล่าเรื่องการช่วยกู้ของพระเยซูให้ฟัง และเธอหวังว่าจะมีใครสักคนมาเยี่ยมและปลอบใจเธอด้วย “เรื่องราวโบราณนั้น” ตอนนั้นเองที่เธอเขียนกลอนที่ภายหลังกลายมาเป็นเพลงนมัสการชื่อว่า “เล่าเรื่องโบราณนั้น” ขอโปรดเล่าเรื่องราวโบราณนั้น เพื่อให้ฉันชื่นชมเรื่องการไถ่ เล่าตอกย้ำเรื่องนี้ทุกวันไป ฉันจะได้จดจำและแบ่งปัน เราไม่เบื่อฟังเรื่องความรักยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์เข้ามาในโลก (ยน.3:16) พระองค์มีชีวิตที่สมบูรณ์ รับโทษบาปแทนเราเมื่อพระองค์ถูกตรึงที่กางเขน และสามวันต่อมาพระองค์ทรงคืนพระชนม์ (ลก.23:44-24:3) เมื่อเรารับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา เราก็มีชีวิตนิรันดร์และเป็นบุตรของพระองค์ (ยน.1:12) จงบอกเรื่องราวโบราณเรื่องพระเยซูและความรักของพระองค์แก่ผู้อื่น พวกเขาต้องการได้ยินข่าวดี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='wb_fb_top'><div style="float:right;"></div></div><p><span class="manadate">วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2010</span></p>
<p><span class="readbible">อ่าน: ลูกา 23:44-24:3</span><br />
<span class="biblemessage">เขาเหล่านั้นเห็นก้อนหินกลิ้ง ออกพ้นจากปากอุโมงค์แล้ว และเมื่อเข้าไปมิได้เห็นพระศพของพระเยซูเจ้า  &#8211; ลูกา 24:2-3</span></p>
<p class="readbible1yr">อ่านพระคัมภีร์ภายใน   1 ปี: เอสรา 9-10, กิจการ 1</p>
<div id="mana_contents">
<p>ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยชิคาโกรายงานว่า คนเรามีแนวโน้มว่าจะจำภาพแย่ๆได้ดีกว่าภาพดีๆ แม้ทุกคนจะบอกว่าอยากหนีจากกระแสข่าวร้ายๆที่สื่อประโคม ไม่ว่าจะเป็นโศกนาฏกรรม โรคระบาด หรือวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ผลการวิจัยกลับบ่งบอกว่าจิตใจของผู้คนผูกติดกับเรื่องเหล่านี้  </p>
<p>แคเธอรีน ฮันคีย(1834-1911)สนใจ “ข่าวดี” มากกว่า เธอมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเห็นบรรดาหญิงสาวมารู้จักกับพระคริสต์ เธอป่วยหนักในปี 1866 ขณะที่นอนอยู่บนเตียง  เธอคิดถึงผู้คนที่เธอเคยเล่าเรื่องการช่วยกู้ของพระเยซูให้ฟัง และเธอหวังว่าจะมีใครสักคนมาเยี่ยมและปลอบใจเธอด้วย “เรื่องราวโบราณนั้น” ตอนนั้นเองที่เธอเขียนกลอนที่ภายหลังกลายมาเป็นเพลงนมัสการชื่อว่า “เล่าเรื่องโบราณนั้น”   </p>
<p>ขอโปรดเล่าเรื่องราวโบราณนั้น  </p>
<p>เพื่อให้ฉันชื่นชมเรื่องการไถ่  </p>
<p>เล่าตอกย้ำเรื่องนี้ทุกวันไป </p>
<p>ฉันจะได้จดจำและแบ่งปัน   </p>
<p>เราไม่เบื่อฟังเรื่องความรักยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์เข้ามาในโลก (ยน.3:16) พระองค์มีชีวิตที่สมบูรณ์ รับโทษบาปแทนเราเมื่อพระองค์ถูกตรึงที่กางเขน และสามวันต่อมาพระองค์ทรงคืนพระชนม์ (ลก.23:44-24:3) เมื่อเรารับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา เราก็มีชีวิตนิรันดร์และเป็นบุตรของพระองค์ (ยน.1:12)  </p>
<p>จงบอกเรื่องราวโบราณเรื่องพระเยซูและความรักของพระองค์แก่ผู้อื่น พวกเขาต้องการได้ยินข่าวดี &#8211; AMC
</p></div>
<p class="poem">

</p>
<p class="remark">ข่าวประเสริฐของพระคริสต์ คือข่าวดีที่สุดในโลก</p>
<p><span id="more-1551"></span></p>
<p><script type="text/javascript" src="/player/silverlight.js"></script><br />
<script type="text/javascript"  src="/player/wmvplayer.js"></script></p>
<div id="mediaspace" align="center"></div>
<p><script type="text/javascript">
 var cnt = document.getElementById("mediaspace");
 var src = "/player/wmvplayer.xaml";
 var cfg = {height:"20", width:"470", file:"/Audio/20100614.wma", usefullscreen:"false"};
 var ply = new jeroenwijering.Player(cnt,src,cfg);
</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/06/14/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อย่าบอกว่า &#8220;เป็นไปไม่ได้&#8221;</title>
		<link>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/05/29/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/05/29/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 May 2010 17:01:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ่านมานาประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ความรอด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rbcthailand.org/odb/?p=1513</guid>
		<description><![CDATA[วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม อ่าน: กิจการ 9:1-22 ท่านไม่ได้รีรอ ท่านประกาศตามธรรมศาลา กล่าวเรื่องพระเยซูว่า &#8220;พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า&#8221; &#8211; กิจการ 9:20 อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: 2 พงศาวดาร 7-9, ยอห์น 11:1-29 ขณะที่ผมและเพื่อนเดินไปตามทางซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของกำแพงเบอร์ลิน เขาพูดกับผมว่า &#8220;นี่เป็นสถานที่หนึ่งในชีวิตของผมที่ เรียกว่า ‘อย่าบอกว่าเป็นไปไม่ได้’&#8221; เขาเล่าให้ผมฟังว่าตอนที่กำแพงแบ่งเมืองออกเป็นสองส่วน เขาต้องเดินทางหลายสิบครั้งผ่านจุดตรวจคนเข้าเมืองชาร์ลี เพื่อไปหนุนใจสมาชิกคริสตจักรในเยอรมนีตะวันออกที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดและถูกต่อต้าน บางครั้งเขาต้องถูกกักตัว ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสอบสวนและข่มขู่ ในปี 1988 เขาพาลูกที่เป็นวัยรุ่นของเขาไป ที่กรุงเบอร์ลินตะวันตกและบอกกับพวกเขาว่า &#8220;ดูกำแพงนี้ไว้ให้ดีนะลูก เพราะสักวันหนึ่งเมื่อลูกมีโอกาสพาลูกของลูกมาที่นี่ กำแพงนี้จะยังคงตั้งตระหง่านอยู่&#8221; แต่หนึ่งปีต่อมากำแพงแห่งนี้ได้ถูกทำลายลง เมื่อเซาโลแห่งเมืองทาร์ซัสเริ่มทำร้ายสาวกของพระเยซู ไม่มีใครเคยคิดว่าเขาจะกลายมาเป็นสาวกของพระองค์ &#8220;เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด&#8221; แต่กิจการ 9:1-9 ได้บันทึกเหตุการณ์ที่เซาโลเผชิญหน้ากับพระเยซูบนถนนที่ไปยังเมืองดามัสกัสในสภาพที่เขาตาบอด ไม่กี่วันหลังจากเหตุการณ์สำคัญที่พลิกชีวิตของเขา เซาโลได้เทศนาในธรรมศาลาของเมืองดามัสกัสว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับคนที่ได้ยินได้ฟัง (ข้อ 20-21) เมื่อพระเจ้าทรงทำงานในคนที่ยากที่สุดที่เรารู้จัก อย่าบอกว่า &#8220;เป็นไปไม่ได้&#8221; &#8211; DCM [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='wb_fb_top'><div style="float:right;"></div></div><p><span class="manadate"> วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม </span> </p>
<p><span class="readbible">อ่าน:  กิจการ 9:1-22 </span><br />
<span class="biblemessage">ท่านไม่ได้รีรอ ท่านประกาศตามธรรมศาลา กล่าวเรื่องพระเยซูว่า &#8220;พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า&#8221; &#8211; กิจการ 9:20<br />
</span>
<p class="readbible1yr">อ่านพระคัมภีร์ภายใน   1 ปี: 2 พงศาวดาร 7-9, ยอห์น 11:1-29</p>
<p class="manacontent">ขณะที่ผมและเพื่อนเดินไปตามทางซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของกำแพงเบอร์ลิน เขาพูดกับผมว่า &#8220;นี่เป็นสถานที่หนึ่งในชีวิตของผมที่ เรียกว่า ‘อย่าบอกว่าเป็นไปไม่ได้’&#8221; เขาเล่าให้ผมฟังว่าตอนที่กำแพงแบ่งเมืองออกเป็นสองส่วน เขาต้องเดินทางหลายสิบครั้งผ่านจุดตรวจคนเข้าเมืองชาร์ลี เพื่อไปหนุนใจสมาชิกคริสตจักรในเยอรมนีตะวันออกที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดและถูกต่อต้าน บางครั้งเขาต้องถูกกักตัว ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสอบสวนและข่มขู่ </p>
<p class="manacontent">ในปี 1988 เขาพาลูกที่เป็นวัยรุ่นของเขาไป ที่กรุงเบอร์ลินตะวันตกและบอกกับพวกเขาว่า &#8220;ดูกำแพงนี้ไว้ให้ดีนะลูก เพราะสักวันหนึ่งเมื่อลูกมีโอกาสพาลูกของลูกมาที่นี่ กำแพงนี้จะยังคงตั้งตระหง่านอยู่&#8221; แต่หนึ่งปีต่อมากำแพงแห่งนี้ได้ถูกทำลายลง </p>
<p class="manacontent">เมื่อเซาโลแห่งเมืองทาร์ซัสเริ่มทำร้ายสาวกของพระเยซู ไม่มีใครเคยคิดว่าเขาจะกลายมาเป็นสาวกของพระองค์ &#8220;เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด&#8221; แต่กิจการ 9:1-9 ได้บันทึกเหตุการณ์ที่เซาโลเผชิญหน้ากับพระเยซูบนถนนที่ไปยังเมืองดามัสกัสในสภาพที่เขาตาบอด ไม่กี่วันหลังจากเหตุการณ์สำคัญที่พลิกชีวิตของเขา เซาโลได้เทศนาในธรรมศาลาของเมืองดามัสกัสว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับคนที่ได้ยินได้ฟัง (ข้อ 20-21) </p>
<p class="manacontent">เมื่อพระเจ้าทรงทำงานในคนที่ยากที่สุดที่เรารู้จัก อย่าบอกว่า &#8220;เป็นไปไม่ได้&#8221; &#8211; DCM </p>
<p class="poem">
ฤทธิ์อำนาจพระเจ้าอัศจรรย์<br />
ไร้ขีดขั้นเกินเราจะคิดได้<br />
ชีวิตเก่าพึ่งฤทธาจึงเปลี่ยนไป<br />
ทั้งเติบโตภายในจิตวิญญาณ – Sper
</p>
<p class="remark">อย่าบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ในสิ่งที่พระเจ้าสามารถทำได้</p>
<p><span id="more-1513"></span></p>
<p><script type="text/javascript" src="/player/silverlight.js"></script><br />
<script type="text/javascript"  src="/player/wmvplayer.js"></script></p>
<div id='mediaspace' align='center'></div>
<p><script type='text/javascript'>
 var cnt = document.getElementById('mediaspace');
 var src = '/player/wmvplayer.xaml';
 var cfg = {height:'20', width:'470', file:"/Audio/20100529.wma", usefullscreen:"false"};
 var ply = new jeroenwijering.Player(cnt,src,cfg);
</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/05/29/%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หน่วยกู้ชีพ</title>
		<link>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/04/22/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e/</link>
		<comments>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/04/22/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Apr 2010 17:01:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[อ่านมานาประจำวัน]]></category>
		<category><![CDATA[ความรอด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.rbcthailand.org/odb/?p=1417</guid>
		<description><![CDATA[วันพฤหัสที่ 22 เมษายน อ่าน: โรม 3:10-22 จะมีความปรีดีในพวกทูตของพระเจ้า เพราะคนบาปคนเดียวที่กลับใจใหม่ &#8211; ลูกา 15:10 อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: 2 ซามูเอล 14-15, ลูกา 17:1-19 บ้านของผมอยู่ในรัฐโคโลราโด ผมจึงได้ปีนเขา สุดสัปดาห์ในฤดูร้อนผมมักจะเห็นนักท่องเที่ยวที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร พวกเขาสวมรองเท้าแตะ ใส่กางเกงขาสั้นและเสื้อยืด มีน้ำดื่มเพียงขวดเดียวและเริ่มเดินขึ้นเขาตอนสาย พวกเขาไม่มีแผนที่ ไม่มีเข็มทิศและไม่มีอุปกรณ์กันฝน เพื่อนบ้านของผมที่เป็นอาสาสมัครหน่วยกู้ชีพอัลไพน์เล่าให้ผมฟังหลายครั้งเรื่องการช่วยชีวิตนักท่องเที่ยวหลังจากหลงออกนอกเส้นทาง หน่วยกู้ชีพอัลไพน์ตอบสนองต่อเสียงร้องขอความช่วยเหลือเสมอไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร พวกเขาไม่เคยสักครั้งที่จะต่อว่านักท่องเที่ยวผู้เคราะห์ร้ายว่า &#8220;ในเมื่อคุณไม่ทำตามระเบียบการปีนเขา คุณก็ต้องรับผลที่เกิดขึ้น&#8221; เป้าหมายของพวกเขาคือการช่วยชีวิต พวกเขาตามหานักปีนเขาทุกคน ไม่ว่าคนนั้นจะสมควรตายขนาดไหน ใจความหลักของพระคัมภีร์ก็คือการช่วยชีวิต เปาโลบอกว่าไม่มีใคร &#8220;สมควร&#8221; ได้รับพระเมตตาจากพระเจ้า และไม่มีใครช่วยตัวเองให้รอดได้ สิ่งเดียวที่เราทำได้คือร้องขอความช่วยเหลือ เช่นเดียวกับนักปีนเขาที่หลงทาง เปาโลกล่าวตามผู้เขียนสดุดีว่า &#8220;ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียว ไม่มีเลย ไม่มีคนที่เข้าใจ ไม่มีคนที่แสวงหาพระเจ้า&#8221; (รม.3:10-11; สดด.14:1-3) ข่าวประเสริฐของพระกิตติคุณก็คือ ไม่ว่าเราจะเป็นอย่างไร พระเจ้าทรงตามหาเราและตอบสนองต่อทุกคำร้องขอความช่วยเหลือ อาจกล่าวได้ว่าพระเจ้าทรงเป็นหน่วยกู้ชีพ &#8211; PY [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='wb_fb_top'><div style="float:right;"></div></div><p><span class="manadate"> วันพฤหัสที่ 22 เมษายน </span> </p>
<p><span class="readbible">อ่าน:  โรม 3:10-22 </span><br />
<span class="biblemessage">จะมีความปรีดีในพวกทูตของพระเจ้า เพราะคนบาปคนเดียวที่กลับใจใหม่ &#8211; ลูกา 15:10<br />
</span>
<p class="readbible1yr">อ่านพระคัมภีร์ภายใน   1 ปี: 2 ซามูเอล 14-15, ลูกา 17:1-19</p>
<p class="manacontent">บ้านของผมอยู่ในรัฐโคโลราโด ผมจึงได้ปีนเขา สุดสัปดาห์ในฤดูร้อนผมมักจะเห็นนักท่องเที่ยวที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร พวกเขาสวมรองเท้าแตะ ใส่กางเกงขาสั้นและเสื้อยืด มีน้ำดื่มเพียงขวดเดียวและเริ่มเดินขึ้นเขาตอนสาย พวกเขาไม่มีแผนที่ ไม่มีเข็มทิศและไม่มีอุปกรณ์กันฝน </p>
<p class="manacontent">เพื่อนบ้านของผมที่เป็นอาสาสมัครหน่วยกู้ชีพอัลไพน์เล่าให้ผมฟังหลายครั้งเรื่องการช่วยชีวิตนักท่องเที่ยวหลังจากหลงออกนอกเส้นทาง หน่วยกู้ชีพอัลไพน์ตอบสนองต่อเสียงร้องขอความช่วยเหลือเสมอไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร พวกเขาไม่เคยสักครั้งที่จะต่อว่านักท่องเที่ยวผู้เคราะห์ร้ายว่า &#8220;ในเมื่อคุณไม่ทำตามระเบียบการปีนเขา คุณก็ต้องรับผลที่เกิดขึ้น&#8221; เป้าหมายของพวกเขาคือการช่วยชีวิต พวกเขาตามหานักปีนเขาทุกคน ไม่ว่าคนนั้นจะสมควรตายขนาดไหน </p>
<p class="manacontent">ใจความหลักของพระคัมภีร์ก็คือการช่วยชีวิต เปาโลบอกว่าไม่มีใคร &#8220;สมควร&#8221; ได้รับพระเมตตาจากพระเจ้า และไม่มีใครช่วยตัวเองให้รอดได้ สิ่งเดียวที่เราทำได้คือร้องขอความช่วยเหลือ เช่นเดียวกับนักปีนเขาที่หลงทาง เปาโลกล่าวตามผู้เขียนสดุดีว่า &#8220;ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียว ไม่มีเลย ไม่มีคนที่เข้าใจ ไม่มีคนที่แสวงหาพระเจ้า&#8221; (รม.3:10-11; สดด.14:1-3) </p>
<p class="manacontent">ข่าวประเสริฐของพระกิตติคุณก็คือ ไม่ว่าเราจะเป็นอย่างไร พระเจ้าทรงตามหาเราและตอบสนองต่อทุกคำร้องขอความช่วยเหลือ อาจกล่าวได้ว่าพระเจ้าทรงเป็นหน่วยกู้ชีพ &#8211; PY </p>
<p class="poem">
คิดใคร่ครวญ อะไรที่ทำให้คุณไม่ขอความช่วยเหลือฝ่ายจิตวิญญาณจากพระเจ้า? ความหยิ่งของคุณหรือ? คุณกลัวว่าคุณจะไม่ดีพอสำหรับพระคุณของพระเจ้าหรือ? โรม 3:23-26 กล่าวไว้อย่างไร?
</p>
<p class="remark">หัวใจของการกลับใจ คือหันจากความบาปมาหาพระเจ้า</p>
<p><span id="more-1417"></span></p>
<p><script type="text/javascript" src="/player/silverlight.js"></script><br />
<script type="text/javascript"  src="/player/wmvplayer.js"></script></p>
<div id='mediaspace' align='center'></div>
<p><script type='text/javascript'>
 var cnt = document.getElementById('mediaspace');
 var src = '/player/wmvplayer.xaml';
 var cfg = {height:'20', width:'470', file:"/Audio/20100422.wma", usefullscreen:"false"};
 var ply = new jeroenwijering.Player(cnt,src,cfg);
</script></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.rbcthailand.org/odb/2010/04/22/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9e/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

