รับการช่วยกู้

สิงหาคม 31st, 2010 admin 3 comments

วันอังคารที่ 31 สิงหาคม 2010

อ่าน: เอเฟซัส 2:1-10
แต่พระเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระกรุณา…พระองค์ยังทรงกระทำให้เรามีชีวิตอยู่กับพระคริสต์ – เอเฟซัส 2:4-5

อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: สดุดี 132-134, 1 โครินธ์ 11:17-34

ลอเรนทั้งกลัวทั้งตื่นเต้นขณะที่ก้าวลงไปนั่งในเรือคยัคซึ่งนั่งได้คนเดียวสู่การผจญภัยในกระแสน้ำเชี่ยว เมื่อรัดเข็มขัดแน่นหนาแล้ว เธอก็เริ่มล่องเรือไปตามแม่น้ำกับกลุ่มนักพายเรือคยัคและคนนำทาง

ลอเรนรู้สึกกลัวมากขึ้นเมื่อมองเห็นน้ำตกเบื้องหน้า ทันใดนั้น เรือของเธอก็ถูกกระแสน้ำเชี่ยวกรากซัดจนพลิกคว่ำ เธอเรียนรู้มาว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จะต้องทำอย่างไรให้ออกจากเรือได้เร็วที่สุด แต่เธอตื่นตกใจมากจนหาปุ่มดีดตัวไม่พบ เธอจึงติดอยู่ในเรือที่คว่ำอยู่ในน้ำ เธอรู้ว่าคงกลั้นหายใจได้อีกไม่นาน และคงจะได้ไปอยู่กับพระเจ้าในไม่ช้า และแล้วก็มีคนมาช่วยเธอทันเวลา เธอจึงรอดชีวิตมาได้ เธอรู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่ช่วยกู้เธอจากความตายฝ่ายร่างกายในเหตุการณ์ครั้งนั้น

แต่การช่วยกู้ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นได้มาถึงพวกเราแล้ว เป็นการช่วยกู้ฝ่ายวิญญาณที่มาทางพระเยซูคริสต์ ผู้ดำรงสภาพมนุษยฺ์ขณะที่เรากำลังจมอยู่ในความบาป พระเจ้าได้ส่งพระบุตรของพระองค์ลงมาเพื่อให้ชีวิตกับเราผ่านทางการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ (รม.5:8; อฟ.2:5) พระองค์ทรงทำเช่นนั้นเพราะพระองค์ทรง “เปี่ยมด้วยพระกรุณา” และเพราะเหตุ “ความรักอันใหญ่หลวง” (อฟ.2:4)

ด้วยใจที่สำนึกในพระคุณ เราช่วยผู้อื่นได้โดยบอกพวกเขาถึงพระผู้ช่วยให้รอดที่พวกเขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้พบ – AMC

พระเจ้าเรียกให้เรามีใจร้อนรน บอกผู้คนถึงเรื่องราวข่าวการไถ่
พระเจ้าทรงสั่งให้เราจงออกไป อีกทรงให้เข้มแข็งเพิ่มเสริมกำลัง
แม้หนทางที่ดำเนินอาจสะดุด แต่ยังรุดประกาศไม่เหลียวหลัง
คนทั้งปวงที่ไม่รอดให้ได้ฟัง พระเจ้ายังรักเขามากจึงตายแทน – Crosby

คนที่ได้รับการช่วยกู้แล้ว ควรจะพร้อมและเต็มใจที่จะช่วยกู้ผู้อื่นต่อไป

อ่านต่อ…

ภาษาเดียวกัน

สิงหาคม 30th, 2010 admin ไม่มีความเห็น

วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม 2010

อ่าน: กิจการ 17:22-32
เพราะว่าเมื่อข้าพเจ้าเดินทางมาสังเกตดูสิ่งที่ท่านนมัสการนั้น ข้าพเจ้าได้พบแท่นแท่นหนึ่ง มีคำจารึกไว้ว่า ‘แด่พระเจ้าที่ไม่รู้จัก’ – กิจการ 17:23

อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: สดุดี 129-131, 1 โครินธ์ 11:1-16

ในระหว่างการเดินทางไปทำพันธกิจที่ประเทศจาไมก้าในช่วงฤดูใบไม้ผลิ บรรดานักเรียนชั้นมัธยมมีโอกาสไปเยี่ยมบ้านพักสำหรับวัยรุ่นที่มีปัญหา ที่เคยทำผิดกฎหมาย หรือที่ครอบครัวไม่อาจปกครองดูแล

การพบกันระหว่างเด็กที่มาจากต่างวัฒนธรรมนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาจะคุยอะไรกัน? แล้วพวกเขาจะต่อกันติดหรือไม่?

ไม่นานพวกเขาก็พบทางออก หลังจากที่พวกเขาเดินทางมาถึงได้เพียงไม่กี่นาที การแข่งขันฟุตบอลก็เริ่มต้นขึ้น โดยเด็กนักเรียนชาวสหรัฐจำนวนหนึ่งได้ชวนเด็กวัยรุ่นชาวจาไมก้าบางคนเข้ามาร่วมในการแข่งขันด้วย

การแข่งขันครั้งนี้ช่วยละลายพฤติกรรมได้เป็นอย่างดี พวกเขาก็รู้จักกันไปเองเมื่อได้เตะบอล ส่งให้แก่กัน หลังจากจบการแข่งขัน การสนทนาก็ง่ายขึ้นและมิตรภาพก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะทั้งสองฝ่ายสนใจเรื่องเดียวกัน

ในกิจการบทที่ 17 อัครทูตเปาโลชี้ให้เราเห็นวิธีทำลายกำแพงและเริ่มพูดคุย ท่านพูดคุยกับชาวเอเธนส์ในเรื่องการนมัสการที่ต่างฝ่ายต่างก็สนใจ เราเองก็สามารถพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานเรื่องกีฬา หรือคุยกับเพื่อนบ้านเรื่องสนามหญ้า มีมากมายหลายเรื่องที่จะพูดคุยได้

หากคุณจะประกาศกับคนที่ต้องได้รับฟังเรื่องราวความรักของพระเจ้า จงพูดคุยเรื่องที่คุณและเขาสนใจร่วมกัน แล้วกำแพงที่กั้นขวางจะพังทลายลง – JDB

พระวิญญาณพระเจ้านำความรอดไป ให้เพื่อนบ้านเราได้โดยผ่านเรา
เพียงเริ่มต้นสร้างสัมพันธ์กับพวกเขา สำแดงรักพระเจ้าทุกเวลา – Hess

ความรักของพระเจ้าสามารถทำลายกำแพงลงได้

อ่านต่อ…

จะหยุดร้องเพลงได้อย่างไร

สิงหาคม 29th, 2010 admin ไม่มีความเห็น

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม 2010

อ่าน: สดุดี 146
ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระเจ้า ตราบเท่าที่ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าจะร้องเพลงสดุดีถวายพระเจ้าของข้าพเจ้า ขณะที่ข้าพเจ้ายังเป็นอยู่ – สดุดี 146:2

อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: สดุดี 126-128, 1 โครินธ์ 10:19-33

โรเบิร์ต โลว์รีย์ รู้สึกว่าการเทศนาเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของท่าน แต่ศิษยาภิบาลแห่งศตวรรษที่ 19 ผู้นี้ กลับเป็นที่จดจำเพราะท่านประพันธ์บทเพลงทั้งเนื้อร้องและทำนองของพระกิตติคุณและบทเพลงนมัสการ รวมกว่า 500 เพลง เช่นเพลง “พระคริสต์ฟื้นขึ้น” “ข้าขอพึ่งพระองค์เจ้า” และ “ที่ริมฝั่งแม่น้ำแห่งชีวี”

ในปี 1860 ขณะที่สหรัฐกำลังจะเข้าสู่สงครามกลางเมือง โลว์รีย์ไม่ได้จดจ่อกับสถานการณ์ที่กำลังคุกคามประเทศ แต่กลับจดจ่ออยู่ที่พระคริสต์ ผู้ไม่เปลี่ยนแปลง ท่านได้เขียนบทเพลงอมตะต่อไปนี้

แม้ว่าความยินดีความสบาย

จะจางหายไปจากใจของฉัน

แต่พระเจ้ายังดำรงทรงชีวัน

ความหวังพลันเปล่งประกายในฤทัย

แม้เวลาชีวิตฉันมืดมน

มีบทเพลงเต็มล้นพระประทานให้

ฉันพึ่งพาพระองค์ไม่หวั่นไหว

ทรงยิ่งใหญ่เหนือสวรรค์และแผ่นดิน

ความมั่นใจในพระเจ้าของโลว์รีย์ในยามทุกข์ลำบากนี้สะท้อนถึงสิ่งที่ผู้เขียนสดุดีว่า “อย่าวางใจในเจ้านาย ในบุตรของมนุษย์ ซึ่งไม่มีความช่วยเหลืออยู่ในตัวเขา เมื่อลมหายใจของเขาพรากไป เขาก็กลับคืนเป็นดินในวันเดียว กันนั้นความคิดของเขาก็พินาศ คนที่ผู้อุปถัมภ์ของเขาคือพระเจ้าของยาโคบ ก็เป็นสุข คือผู้ที่ความหวังของเขาอยู่ในพระเจ้าของเขา”(สดด.146:3-5)

ไม่ว่าคุณจะตอบสนองต่อชีวิตด้วยการจดจ่อที่ความเชื่อหรือความกลัว แต่เรารู้ว่า “พระเจ้าทรงครอบครองเป็นนิตย์” (ข้อ 10) เราจึงไม่อาจหยุดร้องเพลงสรรเสริญได้ – DCM

หากคุณยังคงปรับคลื่นตรงกับพระเจ้า คุณก็สามารถร้องเพลงได้แม้กระทั่งในความมืด

อ่านต่อ…