ช่องโหว่

กันยายน 3rd, 2010 admin 1 ความเห็น

วันศุกร์ที่ 3 กันยายน 2010

อ่าน: มาระโก 7:1-13
ข้าพระองค์ได้สะสมพระดำรัสของพระองค์ไว้ในใจของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาปต่อพระองค์ – สดุดี 119:11

อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: สดุดี 140-142, 1 โครินธ์ 14:1-20

วันนั้นเด็กหญิงเจนน่าวัย 5 ขวบรู้สึกขัดใจไปหมด เธอพยายามทุกทางที่จะจัดแจง ให้โลกเป็นไปตามใจชอบ แต่กลับได้ผลในทางตรงกันข้าม โต้เถียงไม่ได้ผล งอนก็ไม่ได้ผล ร้องไห้ก็ไม่ได้ผล สุดท้าย แม่เตือนเธอด้วยข้อพระคัมภีร์ที่เธอเคยเรียนรู้ว่า “ข้าพระองค์ได้สะสมพระดำรัสของพระองค์ไว้ในใจของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาปต่อพระ องค์” (สดด.119:11)

เจนน่าตอบอย่างรวดเร็วว่า “แต่แม่คะ พระคัมภีร์บอกว่า เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาปต่อพระองค์ แต่ไม่ได้บอกว่า เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาปเลยนี่คะ“

เราคงคุ้นเคยกับคำพูดแบบนี้อยู่เหมือนกัน ฉันเองก็ได้ยินคำโต้แย้งทำนองนี้ในสมองของ ตัวเองอยู่บ่อยๆเรามักสนใจช่องโหว่ของข้อห้าม และเรามักจะมองหามันเสมอหากเป็นคำสั่งที่เราไม่อยากทำตาม

พระเยซูตรัสถึงปัญหานี้กับพวกผู้นำศาสนาที่คิดว่าตนเองค้นพบช่องโหว่ของธรรมบัญญัติของพระเจ้า (มก.7:1-13) คือแทนที่จะให้เกียรติแก่บิดามารดาของตนโดยการดูแลท่านด้วยเงินทองและวัตถุสิ่งของ พวกเขากลับถวายทุกอย่างแด่พระเจ้า เพื่อจะได้ไม่ต้องให้แก่พ่อแม่ แม้ว่าการไม่เชื่อฟังของพวกเขาจะไม่เป็นที่เปิดเผย แต่พระเยซูทรงบอกว่าการกระทำของพวกเขาเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

เมื่อใดที่เราเริ่มมองหาช่องโหว่ แสดงว่าเราเลิกเชื่อฟังแล้ว – JAL

ขอพระเจ้าช่วยฉันให้อ่อนน้อม ยินยอมถ่อมใจลงและเชื่อฟัง
จะติดตามพระองค์ไม่กลับหลัง ทั้งเกลียดชังความบาปหลีกให้ไกล
ขอประทานกำลังให้เข้มแข็ง มีเรี่ยวแรงต่อต้านไม่หลงใหล
กับสิ่งเย้ายั่วยวนชวนจิตใจ เลือกพระคริสต์เป็นใหญ่ในชีวี – Sper

แม้เราจะมีข้ออ้างในการฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้า พระองค์ยังคงเรียกสิ่งนั้นว่าการไม่เชื่อฟัง

อ่านต่อ…

โปรดเงียบ!

กันยายน 2nd, 2010 admin 2 comments

วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน 2010

อ่าน: สดุดี 46
จงนิ่งเสีย และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า – สดุดี 46:10

อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: สดุดี 137-139, 1 โครินธ์ 13

โลกของเราอึกทึกขึ้นทุกวัน แต่มีรายงานข่าวชิ้นหนึ่งบอกว่า นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบ วิธีสร้างความเงียบกริบได้ “นักวิทยาศาสตร์นำเสนอแบบพิมพ์เขียวของ “เสื้อคลุมเก็บเสียง” ที่สามารถทำให้วัตถุต่างๆปลอดจากการถูกรบกวนด้วยคลื่นเสียง เทคโนโลยีนี้ได้ถูกกล่าวถึงในวารสารนิวเจอร์นัล ออฟ ฟิสิกซ์ และสามารถนำไปใช้สร้างบ้านเก็บเสียง หอแสดงคอนเสิร์ต าหรือเรือรบแบบตรวจจับยาก”

เวลาที่เราหาสถานที่สำหรับเฝ้าเดี่ยวกับพระเจ้า เราอาจนึกอยากจะมี “เสื้อคลุมเก็บเสียง” สักตัว แต่ถึงแม้ว่าเราจะสามารถป้องกันเสียงจากภายนอกไว้ได้หมด แต่เสียงแห่งความวิตกกังวลจากภายในอาจยังคงก้องอยู่ในสมองของเรา พระคัมภีร์บอกเราว่า “จงนิ่งเสีย และรู้เถอะว่า เราคือพระเจ้า” (สดด.46:10) แต่ในทางปฏิบัติแล้ว เราจะสงบจิตสงบใจของเราได้อย่างไร

พระเจ้าทรงเข้าใจปัญหาที่แก้ไม่ตกของเรา และได้ประทาน “เสื้อคลุมเก็บเสียง” ของพระองค์เพื่อช่วยให้ใจของเราสงบ โดยทรงให้เรานำความวิตกกังวลมาแลกกับสันติสุขของพระองค์ “อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอนกับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจจะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” (ฟป.4:6-7)

เมื่อเราวางความกังวลของเราไว้ในพระหัตถ์พระเจ้า เราจะได้พบกับความสงบเงียบที่มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่จะประทานให้ได้ – HDF

ลูกทั้งหลายจงนิ่งเสียและรู้ไว้ องค์พระเจ้ายิ่งใหญ่อยู่กับเจ้า
จงอดทนต่อไปแม้หนักเบา เพราะว่าเรารู้หนทางเจ้าผ่านมา
อย่าตัวสั่นหวั่นกลัวคิดหลบหนี เจ้ายังมีเราอยู่ล้อมหลังหน้า
เป็นความหวังกำลังเสมอมา ปกป้องพ้นภัยนานาจงก้าวไป – Anon.

พระเจ้าประทานสันติสุขให้แก่ผู้ที่สงบนิ่งต่อพระพักตร์พระองค์

อ่านต่อ…

บุคคลแห่งพระคัมภีร์

กันยายน 1st, 2010 admin 2 comments

วันพุธที่ 1 กันยายน 2010

อ่าน: ยอห์น 5:31-40
ท่านทั้งหลายค้นดูในพระคัมภีร์ เพราะท่านคิดว่าในนั้นมีชีวิตนิรันดร์ และพระคัมภีร์นั้นเป็นพยานให้แก่เรา – ยอห์น 5:39

อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: สดุดี 135-136, 1 โครินธ์ 12

ในการประชุมสัมมนาของผู้นำคริสตจักร ณ มหาวิทยาลัยซีแอทเทิล แปซิฟิก ศิษยาภิบาลผู้มีชื่อเสียง เอิร์ล พาล์เมอร์ หวนคิดถึงประสบการณ์ที่มีอิทธิพลต่อการสอนและการเทศนาของเขามาตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา

สมัยเป็นนักศึกษาพระคริสตธรรม เขาได้นำกลุ่มศึกษาพระคัมภีร์และหนุนใจ ให้ผู้ร่วมกลุ่มใคร่ครวญพระคำของพระเจ้า เขาบอกว่า “ผมเชื่อว่าถ้าผมสามารถทำให้ใครสักคนอ่านพระวจนะได้ ไม่ช้าก็เร็ว พระวจนะนั้นจะเอาชนะใจของเขา และจะนำทางเขาไปถึงแก่นแท้แห่ง พระวจนะ คือ พระเยซูคริสต์ผู้ทรงพระชนม์อยู่ ่และเมื่อพระเยซูได้ใจของเขาแล้ว ความเชื่อก็อยู่แค่เอื้อม”

พระเยซูตรัสกับพวกผู้นำศาสนาที่คุ้นเคยกับพันธสัญญาเดิมแต่กลับเป็นปรปักษ์กับพระองค์ว่า “ท่านทั้งหลายค้นดูในพระคัมภีร์ เพราะท่านคิดว่าในนั้นมีชีวิตนิรันดร์ และพระคัมภีร์นั้นเป็นพยานให้แก่เรา แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต” (ยน.5:39-40)

เมื่อเราศึกษาพระคัมภีร์เราต้องเปิดใจและใฝ่รู้ เมื่อเราพบว่าพระเยซู ทรงเป็นศูนย์กลางของพระวจนะทั้งเล่มแล้ว ก็ถึงคราวที่เราจะต้องตัดสินใจว่าจะตอบสนองต่อพระองค์อย่างไร

ความสุขยิ่งใหญ่จะเป็นของทุกคนที่เปิดใจและได้พบชีวิตในพระคริสต์ – DCM

พระคำของพระเจ้าดังสายฝน รดลงบนผืนดินเลี้ยงพืชพันธุ์
หากใจเปิดต้อนรับสัจจะนั้น ชีวิตพลันอิ่มเอมและเปลี่ยนแปลง – Sper

พระวจนะที่ถูกเขียนไว้ จะนำเราไปถึงพระคริสต์ผู้ทรงเป็นพระวจนะแห่งชีวิต

อ่านต่อ…