ซื่อสัตย์

April 30th, 2010 3 comments

วันศุกร์ที่ 30 เมษายน

อ่าน: สุภาษิต 12:17-22
ริมฝีปากที่พูดมุสาเป็นที่น่าเกลียดน่าชังแก่พระเจ้า แต่บรรดาผู้ที่ประพฤติความซื่อสัตย์เป็นที่ปีติยินดีแด่พระองค์ – สุภาษิต 12:22

อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: 1 พงษ์กษัตริย์ 8-9, ลูกา 21:1-19

วันนี้เป็นวันความซื่อสัตย์แห่งชาติในอเมริกา เป็นวันสำคัญที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก

นักเขียน เอ็ม.เฮิร์ช โกลด์เบิร์กตั้งวันความซื่อสัตย์แห่งชาติขึ้นช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 เพื่อเป็นการยกย่องให้เกียรติและส่งเสริมความซื่อสัตย์ เขาบอกว่าเขาเลือกวันที่ 30 เมษายน เพราะ “เดือนเมษายน เริ่มต้นด้วยวันแห่งการโกหก (วันเอพริล ฟุล) และควรจะจบด้วยวันแห่งคุณธรรมที่สูงกว่า”

วันความซื่อสัตย์เป็นโอกาสดีที่จะทบทวนคุณค่าของความซื่อสัตย์ตามพระวจนะของ่พระเจ้า ความซื่อสัตย์ไม่ง่ายอย่างที่คิด แต่พระเจ้าทรงพอพระทัยเมื่อเราพยายามจะรักษาความซื่อสัตย์ไว้

ความเข้าใจเรื่องความซื่อสัตย์เริ่มต้นด้วยการระลึกว่าพระเจ้าทรงเป็นความจริง (ฉธบ.32:4)และพระองค์ไม่ทรงโกหก (กดว.23:19; ฮบ. 6:18) พระองค์ทรงเกลียดความเท็จ (สภษ.6:16-19) ยิ่งไปกว่านั้น คำมุสาทุกคำมีต้นกำเนิดมาจากซาตาน (ยน.8:44)

สำหรับเรา เราสามารถใช้ข้อพระธรรมเหล่านี้เป็นแนวทางของเราได้ “คนชอบธรรมเกลียดความเท็จ” (สภษ.13:5) ความรักชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ (1 คร.13:6) การโกหกเป็นนิสัยเก่า (คส.3:9) การเจริญขึ้นหมายถึงการละความไม่จริงใจ (1 ปต.2:1) และการพูดความจริงคือการประกาศความชอบธรรม (สภษ.12:17) จงให้ทุกวันเป็นวันความซื่อสัตย์ – JDB

พระเจ้าโปรดช่วยข้าให้ซื่อสัตย์
กล้ายืนหยัดเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง
การกระทำคำพูดอยู่ในครรลอง
ให้โลกมองเห็นแสงแห่งพระองค์ – Fasick

คำพูดของผู้ที่เชื่อพระวจนะพระเจ้า ต้องเชื่อถือได้

Read more…

ตารางแน่นเอี้ยด

April 29th, 2010 3 comments

วันพฤหัสที่ 29 เมษายน

อ่าน: มาระโก 1:32-39
คนทั้งเมืองก็แตกตื่นมาออกันอยู่ที่ประตู พระองค์จึงทรงรักษาคนเป็นโรคต่างๆให้หายหลายคน – มาระโก 1:33-34

อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: 1 พงษ์กษัตริย์ 6-7, ลูกา 20:27-47

ชีวิตคุณยุ่งเกินไปหรือเปล่า? กำหนดการทางธุรกิจ จำนวนผลผลิตหรือการรับส่งลูกไปเรียนพิเศษหรือแข่งกีฬา อาจทำให้ตารางเวลาของคุณแน่นเอี้ยด จนเราคิดได้ง่ายๆว่า ถ้าฉันไม่มีเรื่องที่ต้องรับผิดชอบมากขนาดนี้ ฉันคงจะติดสนิทกับพระเจ้าได้

แต่ซี. เอส. ลูอิสกล่าวไว้อย่างฉลาดว่า ไม่มีใครยุ่งมากไปกว่าพระคริสต์ “ต้นแบบของเรา คือพระเยซู… ไม่ว่าจะเป็นพันธกิจ ถนนหนทาง ฝูงชน เสียงเรียกร้องและปรปักษ์ที่เกรี้ยวกราด การขาดความสงบและความเป็นส่วนตัว การถูกขัดจังหวะ ทั้งหมดนี้… คือชีวิตของพระเจ้าที่ทำงานภายใต้ข้อจำกัดของมนุษย์”

เราอ่านเรื่องของพระเยซูในคาเปอรนาอุมว่า “เวลาเย็นวันนั้นครั้นตะวันตกแล้ว คนทั้งหลายพาบรรดาคนเจ็บป่วย และคนที่มีผีสิงมาหาพระองค์ และคนทั้งเมืองก็แตกตื่นมาออกันอยู่ที่ประตู พระองค์จึงทรงรักษาคนเป็นโรคต่างๆ ให้หายหลายคน” (มก.1:32-34) วันต่อมาพระเยซูเสด็จออกไปยังที่เปลี่ยว และอธิษฐาน ที่นั่นเองพระองค์ได้รับคำสั่งจากพระบิดาให้ไปประกาศยังแคว้นใกล้เคียง พระเยซูทรงสื่อสารกับพระบิดาและพึ่งพาพระวิญญาณให้กระทำพันธกิจผ่านชีวิตของพระองค์

ตารางชีวิตของคุณแน่นมากหรือเปล่า? จงทำตามอย่างพระเยซูและจัดเวลาพิเศษสำหรับอธิษฐาน จากนั้นพึ่งพาฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าให้ช่วยคุณทำการงานแต่ละวันให้สำเร็จ – HDF

ภาระงานต้องเผชิญแต่ละวัน
อาจกดดันจนเกือบรับไม่ไหว
ใช้เวลากับพระเจ้าอย่างชิดใกล้
พระบรรเทาปลอบใจให้กำลัง – Sper

ถ้าอยากให้ชีวิตสมดุล จงพึ่งพาพระเจ้า

Read more…

อยากได้ตาสีฟ้า

April 28th, 2010 2 comments

วันพุธที่ 28 เมษายน

อ่าน: มัทธิว 16:24-28
ผู้ใดจะเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เรา ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด – มัทธิว 16:25

อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: 1 พงษ์กษัตริย์ 3-5, ลูกา 20:1-26

สมัยเป็นเด็ก เอมี่ คาร์ไมเคิล (1867-1951) อยากให้ตัวเองมีตาสีฟ้ามากกว่าตาสีน้ำตาล เธอเคยแม้กระทั่งอธิษฐานขอให้พระเจ้าเปลี่ยนสีตาและรู้สึกผิดหวังเมื่อมันไม่เปลี่ยน เมื่ออายุ 20 เอมี่รู้สึกว่าพระเจ้าทรงเรียกให้เธอรับใช้พระองค์เป็นมิชชันนารี หลังจากที่รับใช้มาหลายแห่ง เธอก็ได้เดินทางไปอินเดีย ในตอนนั้นเองที่เธอเข้าใจถึงพระปัญญาของพระเจ้าที่ทรงสร้าง่เธออย่างที่เธอเป็น เพราะชาวอินเดียที่มีตาสีน้ำตาลคงยอมรับเธอยากขึ้นถ้าเธอมีตาสีฟ้า เธอรับใช้พระเจ้าอยู่ที่อินเดียเป็นเวลาถึง 55 ปี

เราไม่รู้แน่ชัดว่าเอมี่เป็นที่ยอมรับเพราะสีตาของเธอหรือไม่ แต่เรารู้และเชื่อว่าพระเจ้า “ทรงสร้างเราทั้งหลาย และไม่ใช่พวกเราทั้งหลายเอง” (สดด.100:3) เมื่อเรายอมจำนนต่อพระปัญญาของพระองค์ในทุกสิ่ง เราจะสามารถรับใช้พระองค์ได้อย่างเกิดผล

เอมี่รู้ว่าการยอมจำนนเป็นอย่างไร เมื่อมีคนถามเธอถึงชีวิตการเป็นมิชชันนารี เธอตอบว่า “ชีวิตมิชชันนารีเป็นเพียงแค่โอกาสที่จะตาย” พระเยซูตรัสว่า “ผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดจะเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เรา ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด” (มธ.16:25)

ชีวิตคริสเตียนก็เป็นอย่างนี้เช่นกัน คือยอมจำนนโดยสิ้นเชิงต่อแผนการและพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีในชีวิตของเรา ขอให้เรายอมจำนนต่อพระเจ้าวันนี้ – AMC

แม้ข้าฯอาจไม่เข้าใจวิถีทาง
ที่พระองค์ทรงวางไว้ให้ข้าฯ
อธิษฐานขอเดินตามทุกเวลา
จำนนในมรรคาน้ำพระทัย – Sherbert

ชีวิตเรามั่นคงที่สุด เมื่อละไว้กับพระเจ้า

Read more…