นิรันดร์กาลในหัวใจ
วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม
อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: สดุดี 29-30, กิจการ 23:1-15
อ่าน: ปัญญาจารย์ 3:9-17
พระองค์ทรงบรรจุนิรันดร์กาลไว้ในจิตใจของมนุษย์ – ปัญญาจารย์ 3:11
ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสได้เห็นทิวทัศน์อันสวยงามนอกเมืองแองคอเรจ รัฐอลาสก้า ผืนฟ้าสีเทาเคียงคู่กับผืนน้ำสีเขียวอ่อนในเวิ้งมหาสมุทร ตัดด้วยพรายฟองสีขาวเล็กๆ แต่ไม่ช้าผมก็เห็นว่ามันไม่ใช่ฟอง แต่เป็นฝูงปลาวาฬเบลูกาขาวเหลือบกำลังหาอาหารห่างจากฝั่งไม่ถึง 15 เมตร ผมกับคนอื่นๆยืนฟังเสียงน้ำทะเลกระจายเป็นจังหวะตามฝูงปลาวาฬที่กระโจนขึ้นเหนือน้ำเป็นวงโค้งงดงาม ทุกคนเงียบกริบ ตะลึงงัน เพราะในชั่วขณะนั้นสิ่งอื่นใดล้วนไร้ซึ่งความสำคัญ
ผู้เขียนปัญญาจารย์คงจะเข้าใจปฏิกิริยาของผู้ชมในวันนั้น ท่านเห็นความสวยงามของโลกที่พระเจ้าทรงสร้างได้อย่างกระจ่างชัดและทราบว่าพระเจ้า “ทรงบรรจุนิรันดร์กาลไว้ในจิตใจของมนุษย์” (3:11) วลีอันสละสลวยนี้ใช้ได้กับประสบการณ์ของมนุษย์ในหลากหลายด้าน จริงอยู่ที่ข้อความนี้มีความหมายในแง่ความเชื่อทางศาสนา แต่จิตใจของเรารับรู้ความเป็นนิรันดร์ไม่เพียงแค่ในแง่ศาสนาเท่านั้น
ปัญญาจารย์สะท้อนชีวิตในโลกนี้ทั้งสองด้าน ทั้งผลของความสุขอันเย้ายวนจนเรายอมทุ่มเทชีวิตเพื่อไขว่คว้ามา และการได้รับรู้ความจริงอันน่ากลัวว่าท้ายที่สุดแล้วแม้แต่ความสุขก็ไม่อาจเติมให้อิ่มใจได้ โลกอันยวนใจที่พระเจ้าครอบครองอยู่นั้นใหญ่เกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้ทั้งหมด ถ้าเราไม่ยอมรับข้อจำกัดของตัวเองและยอมจำนนต่อกฎเกณฑ์ของพระเจ้า ถ้าเราไม่วางใจพระองค์ผู้ทรงประทานสิ่งดีทั้งปวง เราก็จะลงเอยด้วยความสิ้นหวัง – PY
เสียงดนตรีธรรมชาติช่างไพเราะ
เสียงเสนาะหากเราพิจารณา
สัมผัสได้เสียงพระเจ้าเรารู้ว่า
ทรงอยู่ด้วยทุกเวลาไม่ห่างเลย
- Charles
เราทำวันนี้ให้ดีที่สุดได้ ด้วยการระลึกถึงนิรันดร์กาลอยู่เสมอ