จุดเริ่มต้นเดียว

July 31st, 2009 Comments off


วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม

อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: สดุดี 54-56, โรม 3

อ่าน: กาลาเทีย 1:6-12
ถ้าผู้ใดประกาศข่าวประเสริฐอื่นแก่ท่านที่ขัดกับข่าวประเสริฐซึ่งท่านได้รับไว้แล้ว ผู้นั้นจะต้องถูกแช่งสาป – กาลาเทีย 1:9

        เมื่อสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งขอให้ผมเขียนคำนิยมลงหนังสือเล่มใหม่ ผมตอบว่าผมยินดี หนังสือเล่มนี้ท้าทายให้วัยรุ่นดำเนินชีวิตเพื่อพระเจ้าในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง แต่เมื่อผมอ่านไปเรื่อยๆ บางอย่างทำให้ผมไม่สบายใจ เพราะถึงแม้ว่าในหนังสือจะมีข้อพระคัมภีร์มากมายและมีคำแนะนำดีๆฝ่ายวิญญาณ แต่ไม่ได้บอกว่าจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์กับพระเจ้ามาจากความรอดผ่านทางพระเยซูคริสต์ ผู้เขียนเหมือนจะบอกเป็นนัยว่าหัวใจสำคัญของการดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณในสังคมสมัยใหม่ขึ้นอยู่กับการกระทำหรือการทำความดีและไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเชื่อที่ช่วยให้รอดได้ในพระคริสต์ ผมจึงไม่เขียนคำนิยมให้หนังสือเล่มนั้น
        วัฒนธรรมคริสตจักรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว สิ่งที่มักถูกละเลยท่ามกลางความรีบร้อนที่จะคิดใหม่ๆก็คือสาระสำคัญของพระกิตติคุณ เปาโลประหลาดใจที่ผู้คนน้อมรับ “ข่าวประเสริฐอื่น” (กท.1:6) อย่างง่ายดาย สิ่งที่เปาโลเทศน์ไม่ได้มาจากมนุษย์ แต่เป็นการเปิดเผยโดยตรงจากพระเยซู (ข้อ 11-12)
        เราต้องไม่ละทิ้งพระกิตติคุณเที่ยงแท้ พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อบาปของเรา ทรงถูกฝังและฟื้นขึ้นอีกครั้งเพื่อชำระบาปของเรา ประกาศว่าเราชอบธรรมต่อพระพักตร์พระเจ้า (รม.4:25; 1 คร.15:3-4) สิ่งนี้เท่านั้นที่เป็น “ฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด” (รม.1:16) ถ้าเราต้องการมีชีวิตเพื่อพระเจ้า เราต้องเริ่มจากจุดนี้เท่านั้น – JDB

เราทุกคนต้องการการอภัย
เรื่องความบาปทั้งน้อยใหญ่ที่มีอยู่
โดยความเชื่อวางใจพระเยซู
สัมผัสรู้ชีวิตเปลี่ยนจากภายใน
– Branon

ความเชื่อ คือมือที่ยื่นไปรับความรอดจากพระเยซู

เข้าไปมีส่วนร่วม

July 30th, 2009 Comments off


วันพฤหัสที่ 30 กรกฎาคม

อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: สดุดี 51-53, โรม 2

อ่าน: ลูกา 10:30-37
พระเจ้าทรงมีพระคุณและทรงพระกรุณา – สดุดี 111:4

        “ไม่มีใครช่วยเขาเลยหรือ?” เฟรดร้องขึ้นเมื่อเขากับทอม สามีของฉันรู้สาเหตุที่ทำให้รถบนถนนห้าเลนชะลอตัว ชายคนหนึ่งนอนขวางถนน มีจักรยานทับอยู่บนตัว รถคันอื่นได้แต่ขับหลบไป เฟรดเปิดไฟกระพริบและจอดรถขวางการจราจร แล้วทั้งคู่ก็ลงไปช่วยชายผู้น่าสงสาร
        เฟรดกับทอมเข้าไปมีส่วนร่วม เช่นเดียวกับชาวสะมาเรียในคำอุปมาของพระเยซูในลูกา 10 พวกเขาเอาชนะความลังเลที่จะเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่กำลังทุกข์ร้อน ชาวสะมาเรียก็ต้องเอาชนะการเหยียดเชื้อชาติและอคติทางวัฒนธรรม คนที่เราคาดหวังว่าจะเข้าไปช่วยกลับไม่สนใจชะตากรรมของผู้บาดเจ็บ
        มีเหตุผลมากมายที่เราจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเพราะมีธุระยุ่ง ความไม่ไยดีหรือความกลัวที่มักเป็นข้ออ้างลำดับต้นๆ แต่เมื่อเราตั้งใจจะติดตามพระคริสต์อย่างสัตย์ซื่อ เราจะรับรู้ได้ถึงโอกาสที่เปิดไว้เพื่อให้เราสำแดงความเมตตา เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงกระทำ (มธ.14:14; 15:32 มก.6:34)
        ในคำอุปมาเรื่องชาวสะมาเรียผู้ใจดี พระเยซูทรงตรัสชมชายที่แสดงความเมตตาแม้ในสถานการณ์นั้นเขาไม่สะดวก ลำบากและสิ้นเปลืองเงินทอง และพระองค์ตรัสกับเราว่า “ท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้นเถิด” (ลก.10:37) – CHK

หากได้ช่วยเหลือผู้อื่น หยิบยื่นกำลังใจให้
สำแดงความรักออกไป ห่วงใยด้วยใจยินดี
ภาระที่เรามีอยู่ จะดูเบาไปเร็วรี่
เพราะเราได้ทบทวนชีวี ว่ามีพระพรมากมาย
– Sper

ความเมตตาที่แท้ แสดงความรักออกเป็นการกระทำ

กลับบ้าน

July 29th, 2009 Comments off


วันพุธที่ 29 กรกฎาคม

อ่านพระคัมภีร์ภายใน 1 ปี: สดุดี 49-50, โรม 1

อ่าน: สดุดี 73:21-28
พระองค์ทรงนำข้าพระองค์ด้วยคำปรึกษาของพระองค์ และภายหลังพระองค์จะทรงนำข้าพระองค์ให้ได้รับเกียรติยศ – สดุดี 73:24

        สมัยเด็ก กิจกรรมยามว่างที่ผมชอบก็คือการเดินไปตามลำห้วยหลังบ้าน ซึ่งเป็นเหมือนการผจญภัยครั้งใหญ่ของผม มีหินต้องกระโดดข้าม มีนกให้ดู มีเขื่อนให้สร้าง มีรอยเท้าสัตว์ให้แกะรอยตาม และถ้าผมเดินไปถึงปากอ่าว ผมจะนั่งกินอาหารกลางวันกับสุนัขพร้อมกับนั่งดูเครื่องร่อนลงจอดริมทะเลสาบฝั่งตรงข้าม
        เราจะอ้อยอิ่งให้นานที่สุด แต่ก็ไม่ได้นานนัก เพราะพ่อสั่งให้ผมกลับบ้านก่อนดวงอาทิตย์ตกดิน ในป่านั้นเงาทอดยาวและตามหุบเขา ก็มืดลงอย่างรวดเร็ว ผมได้แต่นึกอยากให้ถึงบ้านไวๆ
        บ้านของเราอยู่บนเนินเขาหลังแนวไม้ แต่จะเปิดไฟไว้ตลอดจนกว่าทุกคนในครอบครัวกลับบ้าน พ่อผมมักจะนั่งอยู่ที่ระเบียง อ่านหนังสือพิมพ์รอผมและถามว่า “เป็นไงบ้าง?” ผมก็จะตอบว่า “ก็ดีครับ แต่ได้กลับบ้านก็ดีกว่า”
        ความทรงจำเรื่องการเดินท่องริมห้วยทำให้ผมนึกถึงการเดินทางอีกอย่างหนึ่งที่ผมกำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ซึ่งไม่ง่ายเสมอไป แต่ผมรู้ว่าที่ปลายทางมีพระบิดาผู้ทรงห่วงใย และมีบ้านอันเป็นนิรันดร์ของผม ผมอยากไปให้ถึงไวๆ
        มีคนรอรับผมอยู่ที่นั่น ไฟเปิดอยู่ตลอดและพระบิดาในสวรรค์ทรงรอผมอยู่ ผมคิดว่าพระองค์คงจะถามเหมือนพ่อผมว่า “เป็นอย่างไรบ้าง” และผมจะตอบว่า “ดีครับ แต่ได้กลับบ้านก็ดีกว่า” – DHR

พระเยซูรอคอยฉัน ณ เมืองฟ้า
ทรงเมตตารักฉันและจริงใจ
พระประทับบนบัลลังก์อันยิ่งใหญ่
ทรงต้อนรับวันฉันไปถึงเมืองแมน – Vandall

สำหรับคริสเตียน สวรรค์สะกดว่า บ้ – า – น